โลกของระกา
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน

คนไทยเรามีสำนวนเกี่ยวกับไก่มากมาย เช่น ็เขียนแบบไก่เขี่ยิ หมายถึง ลักษณะเขียนที่หวัดจนไม่มีใครอ่านออก หรือ ็ไก่แก่แม่ปลาช่อนิ จากการที่รู้ว่าไก่แก่มีหนังเหนียวและมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ดังนั้น ไก่แก่จึงถูกนำมาเปรียบเทียบ กับสตรีที่สูงวัย จัดเจนสังเวียน และมีมารยามาก หรือสำนวน ็ไก่ได้พลอยิ ซึ่งหมายถึงคนที่ได้ของมีค่า แต่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับตน ดังนั้น จึงสู้การได้ของไม่มีค่า แต่มีประโยชน์ไม่ได้ ส่วนสำนวน ็ไก่รองบ่อนิ นั้นก็หมายถึง ผู้ที่อยู่ในฐานะตัวสำรอง ซึ่งจะถูกเรียกมาใช้แทนเมื่อใดก็ได้ คน ๆ นั้นจึงไม่มีความสำคัญและสุดท้าย คือ สำนวน ็ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ิ ซึ่งหมายถึงคนที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ความลับของฝ่ายตรงกันข้าม ทั้ง ๆ ที่ไก่ไม่มีนม และงูก็ไม่มีตีน เป็นต้น

ถึงแม้สำนวนเหล่านี้จะสื่อความหมายให้เรานึกถึงไก่ในแง่ลบ แต่ในโลกของความจริง ไก่เป็นสัตว์ปีกที่สำคัญที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญด้านเศรษฐกิจ เพราะผู้คนทั่วโลกเลี้ยงไก่ และบริโภคไก่และเนื้อไก่ หรือในด้านวิทยาศาสตร์ เพราะไก่นี่เองที่นักพันธุศาสตร์ใช้ในการศึกษาการถ่ายทอดพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต สืบเนื่องจากไก่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย มีขนาดใหญ่ และสืบพันธุ์เร็ว ดังนั้นการติดตามศึกษาลูกหลานไก่จึงทำได้ดีและรวดเร็ว หรือเวลานักชีววิทยาต้องการรู้ขั้นตอนวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเช่นคนขณะอยู่ในครรภ์มารดา เขาจะใช้ตัวอ่อนของไก่ในการศึกษา จนทำให้รู้ขั้นตอนการเกิดแขนและขาในตัวอ่อนของคนนั้นว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพราะตัวอ่อนของไก่กับคนมีพัฒนาการลักษณะเดียวกัน หรือในการศึกษาโรคทางพันธุกรรม เช่น muscular dystrophy (โรคกล้ามเนื้อสลาย) , epilepsy (โรคลมบ้าหมู) นักวิจัยก็ใช้ไก่เป็นสัตว์ทดลอง เมื่อ F.P. Rous แพทย์ชาวอเมริกันวิจัยเนื้องอกในไก่ เขาก็ได้พบไวรัสชนิด Rous chicken-sarcoma ที่ทำให้ไก่เป็นมะเร็ง และผลการค้นพบนี้เองที่ทำให้ Rous ได้รับรางวัลโนเบล สาขาแพทยศาสตร์ ประจำปี 2509

นักชีววิทยาสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้พบว่าไก่ตัวแรกของโลกอุบัติเมื่อ 310 ล้านปีก่อน และได้วิวัฒนาการจากไก่ป่ามาเป็นไก่บ้านจนถึงไก่เลี้ยง เช่น พบว่าไก่ป่า Gallus gallus เดิมอาศัยอยู่ในลุ่มน้ำสินธุของอินเดียเมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว และคนจีนเมื่อ 3,400 ปีก่อนก็รู้จักเลี้ยงไก่เช่นกัน และจากที่นี่เองการนิยมเลี้ยงไก่ได้แพร่หลายสู่กรีซและอิตาลี เพราะมีหลักฐานที่แสดงว่าไก่เป็นสัตว์ที่ชาวโรมันใช้ในพิธีบูชายัญ และบริโภค แต่เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลาย การนิยมเลี้ยงไก่ก็ได้ลดถดถอยลงตามไปด้วย ทุกวันนี้ไก่ในโลกตะวันตกมีมากกว่า 70 สายพันธุ์ และส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงเป็นอาหาร จะมีเพียงส่วนน้อยที่เป็นสัตว์เลี้ยง

เมื่อประมาณ 50 ปีมาแล้ว T. Schjelderup-Ebbe นักจิตวิทยาชาวนอร์เวย์ได้ศึกษาธรรมชาติของไก่ในยามที่อยู่กันเป็นฝูง และได้พบว่าในฝูงไก่ตัวเมียล้วน ๆ จะมีไก่ตัวเมียตัวหนึ่งที่มีตำแหน่งเป็นนางพญาทำให้สามารถจิกตีไก่ตัวอื่น ๆ ได้หมดโดยที่ไม่มีไก่ตัวใดกล้าจิกกลับ จากนั้นก็มีไก่อีกตัวที่จิกไก่ตัวอื่นได้ทุกตัวนอกจากไก่นางพญา การไล่ลำดับอภิสิทธิ์ในการจิกตีมีลงไปเช่นนี้เรื่อย ๆ จนถึงไก่ตัวสุดท้ายที่จะถูกไก่ทุกตัวจิก และจิกตอบไก่ตัวใดไม่ได้เลย ส่วนไก่ตัวผู้นั้น ก็มีลำดับขั้นชองการมีอภิสิทธิ์จิกตาม ลำดับเช่นกัน

ดังนั้นเวลาไก่แปลกหน้าใส่ในกรงร่วมกับไก่อื่น ๆ มันจะต่อสู้กับตัวอื่นทีละตัว จนรู้ว่ามันอยู่ในตำแหน่งลำดับใดของกรง และเมื่อการจัดลำดับลงตัวเรียบร้อย การต่อสู้จิกตีในฝูงจะลดลง ความสงบก็จะเข้าครอบคลุมกรง และไก่จะไม่ต่อสู้กันอีกเลย Schjelderup-Ebbe ยังพบอีกว่า ขณะที่ยังเป็นลูกไก่ การจิกตีระหว่างกันจะไม่มี แต่พอมันเติบใหญ่ สันดานเถื่อนของมันก็เริ่มปรากฏและภายในเวลาเพียง 10 อาทิตย์ การจัดอันดับอภิสิทธิ์ในการจิกตีก็เรียบร้อย ไก่เป็นสัตว์ที่มีความทรงจำสั้น ดังจะเห็นได้จากเวลาจับมันออกจากกรง แล้วนำกลับใส่เข้าไปในกรงเดิม มันจะเริ่มต่อสู่จิกตีกันอีก ทั้งนี้เพราะมันลืมเรื่องเก่าหมดแล้ว เราจึงเห็นได้ว่าไก่ที่มีอภิสิทธิ์จิกตีสูงจะต้องเป็นไก่ที่แข็งแรง ก้าวร้าว และต่อสู้เก่ง นักสัตว์วิทยามีความสงสัยใคร่รู้ว่าเหตุใดไก่จึงต้องมีพฤติกรรมเช่นนี้ และก็ได้พบว่าไก่ที่มีตำแหน่งหรือฐานะทางการต่อสู้สูงกว่าจะได้กินอาหารก่อน มีที่วางไข่ มีคอนเกาะ เป็นที่ทางมาก กว่าไก่ที่มีฐานะต่ำกว่า ซึ่งต้องออกหากินยามฟ้าสางขณะที่ไก่ตัวอื่น ๆ อิ่มหนำสำราญแล้วและกำลังพักผ่อน ส่วนไก่ตัวเมียที่แข็งแรง เวลาไก่ตัวผู้ที่อ่อนแอเข้ามาเพื่อจะผสมพันธุ์ มันก็จะจิกตีจนตัวผู้นั้นกระเจิดกระเจิง ทั้งนี้เพราะมันต้องการตัวผู้ที่แข็งแรงกว่ามัน มันจึงยอมให้ผสมพันธุ์

ในวารสาร Nature ฉบับที่ 426 ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 หน้า 170-174 T. Pizzari และคณะแห่งมหาวิทยาลัย Leeds ในอังกฤษ ได้รายงานว่า จากความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าสัตว์เพศเมียมีไข่สำหรับผสมพันธุ์ในปริมาณที่จำกัด และสัตว์ตัวผู้สามารถผลิตเชื้อตัวผู้ (sperm) ได้มากและตลอดชีวิต เมื่อเหตุและผลเป็นเช่นนี้ สัตว์ตัวเมียจึงต้องใช้วิจารณญาณมากในการใช้ไข่ของตนเพื่อผสมพันธุ์ คือมันจะเลือกตัวผู้ที่มันไว้วางใจและเชื่อใจ ส่วนตัวผู้ การมีิกระสุนิ มากทำให้มันไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจนาน คือ มันจะใช้กระสุนที่มีให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อสืบพันธุ์ของมันให้ยั่งยืนตลอดไป

Pizzari กลับได้พบว่าในกรณีของไก่ ขนาดของหงอนไก่ตัวเมียเป็นดัชนีชี้บอกขนาดของไข่ที่มันวางว่าจะใหญ่และมีคุณภาพดี ซึ่งประเด็นนี้ไก่ตัวผู้ก็รู้เช่นกัน ดังนั้น Pizzari จึงไม่รู้สึกแปลกใจที่ไก่ตัวผู้ชอบไก่ตัวเมียที่มีหงอนใหญ่ คือมันจะเข้าผสมพันธุ์บ่อยครั้งกว่าไก่ตัวเมียที่มีหงอนเล็ก และในเวลาผสมพันธุ์มันก็จะฉีดน้ำเชื้อให้มากกว่าด้วย (Pizzari ได้ติดตั้งอุปกรณ์วัดปริมาณน้ำเชื้อในช่องเพศของไก่ตัวเมียเพื่อการนี้) และเวลาไก่ตัวผู้กำลังผสมพันธุ์ หากมีไก่ตัวผู้อีกตัวมาอยู่ใกล้ ๆ มันก็รู้ว่าตัวเมียของมันขณะนั้น ็เคยิ กับตัวผู้ที่เฝ้าดู ด้วยเหตุนี้มันจะฉีดน้ำเชื้อมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อของมันมีโอกาสผสมพันธุ์มากที่สุด Pizzari ยังได้พบบุคลิกของไก่อีกหลายประการที่คล้ายคน เช่น ในกรณีน้ำพริกถ้วยเดียว ไก่ตัวผู้จะมีความถี่ของเพศสัมพันธ์ลดลง ๆ และปริมาณน้ำเชื้อในแต่ละครั้งก็ลดลงด้วย แต่พอมีไก่ตัวเมียเอ๊าะ ๆ มาให้ท่า ปริมาณน้ำเชื้อที่ไก่ตัวผู้จะให้ ็ไก่หลงิ ตัวใหม่ก็จะเพิ่มสูงขึ้นทันตาเห็น

ย้อนหลังไปเมื่อปีกลายนี้ T. Lasky แห่ง National Institute of Health ที่เมือง Bethesda รัฐ Maryland ในสหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Environmental Health Perspectives ว่าเวลากสิกรอเมริกันให้ roxarsone ซึ่งเป็นอาหารเสริมแก่ไก่เพื่อให้มันเติบโตเร็ว และมีภูมิคุ้มกันโรคสูง อาหารเสริมชนิดนี้ประกอบด้วย carbon และ arsenic ที่ไม่เป็นพิษ แต่เวลาไก่ถ่าย มันขับถ่าย arsenic (ที่เป็นพิษ) ออกมาไม่หมด arsenic บริสุทธิ์ยังคงตกค้างอยู่ในเนื้อไก่และตับไก่ เมื่อ Lasky วัดปริมาณ arsenic บริสุทธิ์ในตับของไก่ 5000 ตัว เขาได้พบ arsenic ในปริมาณโดยเฉลี่ย 0.39 ppm (คือ 0.35 ส่วนใน 1 ล้านส่วน) และเมื่อเขาพบว่าคนที่บริโภค arsenic บริสุทธิ์ (3.62-5.24) กรัม/วัน มีสิทธิ์เป็นมะเร็ง ดังนั้นเขาจึงแถลงเตือน ็ภัยิ ในการบริโภคไก่ที่ได้รับอาหารเสริม roxarsone

ในวารสาร Nature ฉบับที่ 432 ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2547 นี้ องค์กร International Chicken Genome Sequencing Consortium ได้รายงานรหัสพันธุ กรรมของไก่ป่า (Gallus gallus) ที่สำคัญมาก เพราะการรู้รหัสจะช่วยกสิกรผู้เลี้ยงไก่ทั้งหลายรู้ว่า DNA ของไก่ส่วนใดมีอิทธิพลต่อการออกไข่ ต่อการให้เนื้อมาก ต่อการไม่เป็นโรคหวัดนก ฯลฯ ข้อมูลนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่า genome ของไก่ คล้ายกับ genome ของมนุษย์ เพราะร้อยละ 60 ของ gene ไก่มีลักษณะเหมือน gene ของคน และ DNA คู่ base ของไก่มีประมาณ 1,000 ล้านคู่ และไก่มี gene ตั้งแต่ 20,000 ึ 23,000 ตัว

จึงเป็นว่า ณ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์รู้ genome ของคน หนู ปลา แมลงหวี่ ยุง วัณโรค มาลาเรีย ฯลฯ แล้ว และบัดนี้ก็รู้รหัสของไก่ด้วย นี่เป็นการยืนยันว่าไก่เป็นสัตว์สำคัญที่เราต้องตระหนัก และไม่ควรปล่อยไก่ หรือเป็นไก่นา หรือไก่อ่อน ให้คนอื่นเห็นหรือเข้าใจอีกต่อไป

:: ระกา ก็คือ ไก่

ระกา หรือไก่ เป็นปีนักษัตรที่ 10 การเอาสัตว์มาเป็นปีนักษัตรนี้ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน บรรดามนุษย์และสัตว์ต่างรีบร้อนมาเฝ้าพระบรมศพ สัตว์ที่ไปเฝ้านั้นมีมากมายและพยายามวิ่งเพื่อให้ถึงเร็วที่สุด วัวเป็นตัวแรกที่วิ่งออกหน้าไปก่อน แต่หนูตัวเล็กกระโดดเกาะหลังวัวไปด้วย พอไปถึงหนูก็กระโจนข้ามหัววัวไป กลายเป็นหนูถึงก่อน และเพื่อเป็นเกียรติประวัติ จึงได้ยกย่องเอาชื่อของหนูเป็นชื่อแรกของปี วัวเป็นตัวที่สอง จากนั้นก็เป็นชื่อของสัตว์ที่มาถัดไปเรียงตามลำดับ จนถึงหมูที่มาหลัง สุด และเป็นปีสุดท้ายในนักษัตร

จังหวัดที่มี ็ไก่ิ เป็นสัญลักษณ์ คือ ลำปาง ถือเป็นตราจังหวัด เดิมเมืองลำปางมีชื่อว่า ็กุกกฏนคริ (กุก ก- ตะ-นคร ซึ่งแปลว่า ไก่) มีตำนานเล่าว่าในอดีตกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาบรรทมที่เมืองลำปาง เมื่อจวนจะรุ่งอรุณก็มีไก่ขันปลุก เมืองลำปางจึงใช้ไก่เป็นสัญลักษณ์

นอกจากจังหวัดแล้ว เรายังมีนายกรัฐมนตรีที่ใช้ไก่เป็นเครื่องหมายประจำตัว นั่นก็คือ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นตรารูปไก่กำลังกระพือปีก เหตุที่ใช้ไก่เป็นสัญลักษณ์ก็เพราะท่านเกิดปีระกานั่นเอง

ในสมัยก่อน ไก่เป็นประโยชน์ในการขันบอกเวลา และโบราณถือว่าไก่ขาวเป็นมงคลจึงนิยมเลี้ยงไว้ นอกจากนี้ธรรมเนียมไทยโบราณเวลาจะขึ้นบ้านใหม่ ก็มักจะมีไก่ด้วย ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อขึ้นบ้านใหม่ถือว่าแยกครอบครัวใหม่ หัวหน้าต้องรู้จักไก่ขันบอกเวลา นอกเหนือไปจากไก่ขาวแล้ว ความเชื่อของจีนโบราณ ยังนับถือไก่แดงว่าอาจป้องกันภัยได้ ดังนั้น ในวันขึ้นปีใหม่จึงเขียนรูปไก่แดงปิดไว้เหนือประตูบ้าน

- ก ไก่มาจากไหน

ก ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรกของไทย ที่เชื่อกันว่าดัดแปลงมาจากอักษรปัลลวะของอินเดีย แต่เดิมมีรูปอักษร แต่ไม่มีคำกำกับ เพิ่งมาก่อรูปเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4 จึงเริ่มมีคำกำกับ ก ไก่ ข ไข่ สำหรับให้นักเรียนท่องครบทั้ง 44 ตัว แต่ก็ยังไม่มีคำกลอน และพ.ศ. 2442 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง -

ราชานุภาพได้นิพนธ์แบบเรียนเร็วเพื่อให้เด็กสามารถจดจำการอ่านได้ง่ายและเร็วขึ้น กลอน ก ไก่ เพิ่งมาเริ่มมีเมื่อสมัยรัชกาลที่ 7 พ.ศ. 2473 แต่งโดยครูย้วน ทันนิเทศ ถือเป็นกลอนที่แพร่หลายที่สุดเมื่อ 50-60 ปีก่อน หลังจากนั้นจึงถูกแทนที่ด้วยกลอน ก ไก่ รุ่นใหม่ ซึ่งแต่งโดยใครยังสืบหาตัวไม่ได้ รู้แต่ชื่อสำนักพิมพ์ คือ บริษัทประชาช่าง จำกัด เริ่มพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2490 นับเป็นกลอนที่แพร่หลายติดปากมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน กลอน ก ไก่ รุ่นใหม่ที่ขึ้นต้นว่า ก เอ๋ย ก ไก่ ข ไข่ ในเล้า ฃ ขวดของเรา ค ควายเข้านา ฯลฯ หลังจากนั้นได้เกิดกลอน ก ไก่ หรือ คำกำกับ ก ไก่ ขึ้นอีกหลายชุด แต่ก็ไม่มี ก ไก่ ชุดใดเข้ามาแทนที่ ก ไก่ ฉบับประชาช่างได้

- ความเชื่อและประเพณี

เรื่องของไก่โต้งพบหลักฐานในภาคใต้ของยุโรปราวศตวรรษที่ 5 หรือ 6 ก่อนคริสตกาล มีการนำรูปไก่โต้งไปใส่ในเหรียญเงินที่เกาะซิซิลีของโรมัน ขณะที่ชาวกรีกได้ปั้นรูปไก่โต้งเอาไว้บนหัวของรูปปั้นเทพเจ้าแห่งปัญญาเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของการทำสงคราม ในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของชาวเปอร์เซียกล่าวไว้ว่า การขันของไก่โต้งช่วยปลุกยามเช้าให้ตื่นขึ้น และช่วยเร่งเร้าให้มนุษย์ลุกขึ้นมาสวดภาวนา และยังช่วยขับไล่ภูตผีปีศาจต่าง ๆ ความเชื่อเช่นนี้ยังมีอยู่ในบางส่วนของยุโรป

เฮโรโดตัส นักเขียนชาวกรีกคนหนึ่งเขียนไว้ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 ว่า การที่ไก่ขันนั้นเพราะว่ามันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับดวงอาทิตย์ ความเชื่อเช่นนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณในยุโรปและเอเชีย ชาวกรีกเชื่อว่าไก่โต้งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของสุริยเทพ นอกจากนั้นมันยังเกี่ยงข้องกับเทพเจ้าแห่งการเยียวยาการรักษาโรค

การใช้ไก่โต้งเป็นเครื่องอุทิศบูชาแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่อย่างกว้างขวาง เช่น ในเม็กซิโกจะใช้ไก่โต้งสำหรับบูชาดวงอาทิตย์ ในสก็อตแลนด์มีประเพณีการนำเลือดไก่ของไก่โต้งสีแดงไปใส่ลงในแป้งสำหรับทำเค้กให้คนพิการกิน ส่วนชาวคริสเตียนบางพวกถือว่าไก่โต้งเป็นสัญลักษณ์ของการตื่นตัวอยู่เสมอ

ไก่โต้งยังเป็นที่มาของความเชื่ออีกมากมายที่เกี่ยวกับโชคลางต่าง ๆ เช่น ในตำนานของอเมริกากล่าวว่า ถ้าไก่โต้งไปขันตรงประตูหน้าบ้าน จะมีแขกมาเยี่ยม ถ้ามันออกไปขันในขณะที่ฝนกำลังตก ฝนจะหยุดตก ถ้าไก่ขันแล้วหันหน้าเข้าหาบ้านตรงประตูหน้า บนราวระเบียง หรือในบ้าน น่าจะเป็นลางแห่งความตาย ส่วนการชนไก่นั้นก็เป็นเรื่องมาตั้งแต่สมัยโบราณเลยทีเดียว ซึ่งนิยมกันอย่างมากในประเทศทางตะวันออก รวมทั้งอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ที่ปราสาทหินแห่งหนึ่งในเขมรก็มีภาพสลักแสดงการชนไก่เช่นเดียวกัน

ไก่เป็นสัตว์เลี้ยงของแทบทุกหลังคาเรือนในชนบทเพราะไก่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงได้ง่าย และการลี้ยงไก่แบบพื้นบ้านก็แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงโปรยเศษอาหารหรือข้าวเปลือกให้บ้าง

- ไก่แจ้ (Bantam)

กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้หลงใหลรูปลักษณะเตี้ยเล็ก หางโค้งงอจนติดหลังหัว รวมทั้งความสง่าและปราดเปรียว ไก่แจ้จึงเป็นไก่ไก่ที่มีราคามากชนิดหนึ่ง

- ไก่ป่า (Gallus gallus)

ที่พบในไทยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. ไก่ป่าตุ้มหูขาวหรือไก่ป่าอีสาน ซึ่งเราเรียกกันทั่วไปว่า ็ไก่ป่าิ ตัวผู้จะมีขนบนหัวและสร้อยคอเป็นขนเส้นยางปลายแหลม มีสีทองค่อนข้างแดงและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองมากขึ้นตอนส่วนล่างของคอ แล้วเป็นค่อนข้างแดงอีกทีหนึ่งตอนปลายสุดของขนคอ ส่วนล่างของตัวสีดำตลอด หน้าเป็นหนังเกลี้ยง ๆ สีแดง หงอนบนหัวใหญ่สีแดง ตุ้มหูสีขาวเห็นได้ชัดเจนแต่ไกล ปากบนสีค่อนข้างเหลือง แข้ง นิ้วเท้า และเล็บมีสีค่อนข้างดำ

ตัวเมียมีขนบนหัวและส่วนบนของตัวทั่ว ๆ ไป เป็นสีน้ำตาลอมดำแกมเหลืองอมเขียว บนคอมีขนเส้นค่อนข้างยาวปลายแหลมสีดำตรงกลาง และมีขอบสีเหลืองใต้คอและหน้าอกสีน้ำตาลคล้ำ ไม่มีหงอนและเหนียงยางอย่างตัวผู้ แข้ง นิ้วเท้า และเล็บมีสีค่อนข้างดำแต่ไม่ดำเข้มอย่างตัวผู้

2. ไก่ป่าตุ้มหูแดงหรือไก่ป่าพันธุ์พม่า มีลักษณะคล้ายไก่ป่าตุ้มหูขาว ขนสร้อยคอทั้งของตัวผู้และตัวเมียสั้นกว่าไก่ป่าตุ้มหูขาว

ลักษณะนิสัย ไก่ป่าทั้งสองชนิด ชอบอยู่ตามป่าไผ่ ป่ารวก ป่าโปร่ง มากกว่าป่าดิบ ในเวลากลางวันหากินตามป่า ไก่ตัวผู้ขันเป็นระยะ ๆ ในตอนดึก และขันบ่อยขึ้นเมื่อใกล้สว่างและใกล้ค่ำ

- ไก่ชน

ไก่ที่ใช้ชนหรือตี มักนิยมใช้ไก่พันธุ์ขนที่เรียกว่า ็ไก่อูิ ตัวมีลักษณะเพรียว คอยาว ขายาว แข้งใหญ่ และเดือยยาว เป็นไก่ที่มีกำเนิดในอินเดียและเปอร์เซีย (หรืออิหร่านในปัจจุบัน) ซึ่งนับเป็นแหล่งกำเนิดของกีฬาชนไก่ ดังนั้นไก่ชนจึงป็นไก่ที่มีลักษณะ อกชัน - หวั้นชิด - หงอนบิด ึ ปากร่อง ึ

พัดเจ็ด - ปีกสิบเอ็ด - เกล็ดยี่สิบสอง

บรรณานุกรม

สำเริง สัมพันธารักษ์. (31 กรกฎาคม, 2547) ็ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับไก่โต้งิ ดิฉัน. 658 : 202-205.

อมรรัตน์ เทพกำปนาท. ็ลิงไป ไก่มา เปิดตัวตนคนปีระกาิ ข่าวปฏิรูป วันที่ 25 ธันวาคม 2547 จากhttp://db.onec.go.th/thaied_ news/index1. php?id=20161

เอนก นาวิกมูล (2536) แกะรอย ก ไก่. กรุงเทพฯ : สารคดี.


เรื่องของไก่ ใครว่าไม่สำคัญ

นับเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้วที่มนุษย์ได้จับ ไก่ป่าเพื่อนำมาเลี้ยงเป็น ไก่บ้าน ในประเทศจีนมีการเลี้ยงไก่กันมาประมาณกว่า 3,000 ปี ไก่ที่เลี้ยง ณ กรุงบาบิโลน ได้ถูกนำไปจากอินเดียเมื่อ 2,500 ปี หลังจากนั้นอีกราว 100 ปี ต่อมาก็ขยายพันธุ์ไปที่ประเทศกรีซ ที่กรุงโรมพบว่ามีการเลี้ยงไก่มาตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษ แต่การเลี้ยงไก่กันอย่างจริงจังนั้นเริ่มมาเมื่อประมาณกว่า 100 ปีนี้เอง และสิ่งที่ช่วยให้การเลี้ยงไก่แพร่หลายในอดีต ก็คือ การชนไก่ ซึ่งเป็นได้ทั้งเกมกีฬาและการพนัน ที่นับว่าเป็นสิ่งจูงใจของนักเลี้ยงไก่ทั่วไป ต่อมามนุษย์มีความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้น เนื้อและไข่ของไก่ซึ่งมีรสชาติอร่อย ให้คุณค่าทางอาหารสูงจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ทำให้มีการพัฒนาสายพันธุ์ไก่เรื่อยมา จนกระทั่งมีการเลี้ยงขยายพันธุ์ไปทั่วโลก
ต้นตระกูลของไก่

ไก่ เป็นสัตว์ปีกประเภทนก ต้นตระกูลมาจากสัตว์เลื้อยคลาน ดังปรากฏพบหลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์ของนกชนิดแรกในโลก ที่แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน เมื่อปี ค.ศ. 1861 ซากดังกล่าวมีอายุประมาณ 130 ล้านปี มีลักษณะกึ่งนกกึ่งสัตว์เลื้อยคลาน คือที่ปากมีฟัน มีเล็บยื่นออกมาจากปลายปีกและมีกระดูกหางยาว ซึ่งเป็นลักษณะของสัตว์เลื้อยคลาน ในขณะเดียวกันก็มีขนปกคลุมลำตัวเช่นเดียวกับนก ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกซากนี้ว่า ็ อาร์คีออพเทอริกซ์ ิ
จาก ็ อาร์คีออพเทอริกซ์ ิ ได้พัฒนาการสืบทอดต่อกันมาจนกระทั่งกลายเป็นนกที่มีขนาดของรูปร่าง สี และอุปนิสัยที่แตกต่างกันออกไปกว่า 9,000 ชนิด สามารถจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 27 อันดับ และ 1 ใน 27 อันดับ คือ Galliformes ซึ่งเป็นอันดับของ ไก่ป่า ไก่งวง ไก่ต๊อก ไก่ฟ้า ฯลฯ และถ้าแยก ไก่ เหล่านี้ออกเป็นวงศ์ ไก่ป่าและไก่ฟ้าจัดอยู่ในวงศ์ Phasianidae ไก่ต็อกอยู่ในวงศ์ Numididdae และไก่งวงอยู่ในวงศ์ Meleagrididae

ไก่ป่า ( Jungle fowl )

ไก่ป่า มีลักษณะสำคัญที่ผิดกับนกชนิดอื่นๆ คือ บนหัวมีหงอนที่มีลักษณะเป็นเนื้อไม่ใช่หงอนที่เป็นขน มีเหนียงสองข้างห้อยลงมาที่โคนปากและคาง ที่บริเวณหน้าและคอนั้นมีลักษณะเป็นหนังเกลี้ยงๆ ไม่มีขน ส่วนขนตามตัวทั่วๆ ไปมีสีสันสวยงาม ขนหางตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง มีขนหาง 14 ึ 16 เส้น
เส้นกลางยาวปลายแหลมและอ่อนโค้ง แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้และสีขนไม่ฉูดฉาดสวยงามเท่าตัวผู้ แข้งไม่มีเดือย หงอนและเหนียงมีขนาดเล็กมาก จนกระทั่งบางตัวแทบจะไม่มี ไก่ป่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ตลอดไปจนถึงประเทศจีน เกาะไหหลำ อินเดีย พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ไก่ป่า เป็นบรรพบุรุษของ ไก่บ้าน แตกต่างกันตรงที่ไก่ป่า มีขาเป็นสีเทาและตรงบริเวณโคนหางมีสีขาวเห็นเด่นชัด

ในอดีต ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยยังมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่ามากมายหลายประเภท โดยเฉพาะนกชนิดต่างๆ การล่านกเพื่อเป็นอาหารนับว่าเป็นเรื่องปกติของชาวบ้านทั่วๆไป และถือว่าเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง ทำให้นกหลายชนิดต้องสูญพันธุ์ไปอย่างน่าเสียดาย ในจำนวนนกที่ถูกล่าเพื่อเป็นอาหารนั้น ไก่ป่า ซึ่งเป็นนกประเภทหนึ่งที่มีอยู่อย่างชุกชุมถูกล่ามากที่สุด เนื่องจากว่าเนื้อมีรสอร่อย ถ้าไม่สังเกตให้ดี ไก่ป่า จะไม่มีความแตกต่างจาก ไก่บ้าน มากนัก เนื่องจากว่า ไก่บ้าน สืบสายพันธุ์มาจาก ไก่ป่า โดยมนุษย์ได้นำ ไก่ป่า มาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสัตว์ในครัวเรือนเป็นเวลานานกว่า 4,400 ปี นอกจากจะเรียกนกชนิดนี้ว่า ไก่ป่า แล้ว บางครั้งยังเรียกว่า ไก่เถื่อน อีกด้วย ปัจจุบันไก่ป่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2

ถึงแม้ว่า ไก่ป่า จะถูกตามล่าอยู่เป็นประจำ แต่เนื่องจาก ไก่ป่า มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จำนวนของ ไก่ป่า ตามธรรมชาติจึงคงมีเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก และจัดเป็นนกประจำถิ่นที่พบได้ทั่วทุกภาค ตั้งแต่บนที่ราบต่ำ จนถึงระดับความสูง 1,800 เมตร ในต่างประเทศเคยพบที่ระดับความสูง 2,000 เมตร ซึ่งนับว่าสูงมากทีเดียว

ไก่ป่าดั้งเดิมมีอยู่ 4 ประเภท คือ

1. ไก่ป่าไทย หรือ Red Jungle fowl ตัวผู้มีลักษณะที่สำคัญ คือ หน้าอกและใต้ท้องมีสีดำ ตัวเมียหน้าอกสีน้ำตาลแกมแดง บนหลังมีลายเลือนๆไม่ชัดเจน พบในเอเซีย เช่น อินเดีย พม่า ไทย อินโดนีเซีย
สำหรับ ไก่ป่าไทย ในประเทศไทยแยกออกเป็นชนิดย่อยอีก 2 ชนิด คือ
- ไก่ป่าตุ้มหูขาวหรือไก่ป่าอีสาน
- ไก่ป่าตุ้มหูแดงหรือไก่ป่าพันธุ์พม่า
2. ไก่ป่าลังกา หรือ La Fayette's Jungle fowl ตัวผู้มีสีแดงแทบจะทั้งตัว หน้าอกและใต้ท้องก็เป็นสีแดง ผิดกับไก่ป่าไทยซึ่งหน้าอกและใต้ท้องมีสีดำ ปลายปีกและหางสีดำแกมม่วง ตุ้มหูขาว ตัวเมียหน้าอกเป็นลายเลือนๆสีน้ำตาล ปลายปีกและหางมีลายขวาง มีเฉพาะในเกาะลังกา
3. ไก่ป่าอินเดีย หรือ Sonnerat's Jungle fowl ตัวผู้ขนสร้อยคอกลมมนและมีจุดขาวๆ บนหลัง หน้าอกและใต้ท้องเป็นสีเทามีลายตามขอบขนดำๆ ปลายปีกและหางดำแกมเขียว แข้งสีดำ ตุ้มหูแดง ตัวเมียหน้าอกขาวลายขอบขนดำ ปีกและหางมีลายเลือนๆมีในภาคกลางและภาคใต้ของอินเดีย
4. ไก่ป่าชวา หรือ Green Jungle fowl ตัวผู้ขนสร้อยคอสั้นและกลมมนสีเขียว ตัวเมียหน้าอกสีน้ำตาลคล้ำ ส่วนบนของลำตัวมีลายดำทั่วไป มีในเกาะชวาและหมู่เกาะเล็กๆทางทิศตะวันออก

จาก ไก่ป่า ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งกลายเป็น ไก่อู ซึงเป็นต้นตระกูลของ ไก่ชน ในระยะเริ่มแรก ไก่อู มีหลายสี รูปร่างมีขนาดใหญ่แต่ปราดเปรียว ไข่ดกและมีเนื้อมาก เมื่อถูกนำมาเป็น ไก่ชน จะมีความทรหดอดทน แข็งแรง และมีความทนทานในการต่อสู้

ไก่ชน มีประวัติเล่าขานกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ( 356 ึ 323 ปี ก่อนคริสตกาล ) ซึ่งเป็นจอมจักรพรรดิของกรีก ได้กรีธาทัพแผ่อิทธิพลขยายอาณาจักรเข้ามายังประเทศอินเดีย มีเรื่องเล่ากันว่าแม่ทัพนายกองได้เห็น การชนไก่ ที่อินเดีย จึงได้นำ ไก่ชน ไปขยายพันธุ์ ณ เมือง
อเล็กซานเดรีย ซึ่งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังจากนั้นได้นำไก่ที่ขยายพันธุ์ได้ไปฝึกให้มีชั้นเชิงการต่อสู้แบบโรมัน เพื่อนำไปต่อสู้ในสนามโคลีเซียม

เมื่ออังกฤษปกครองอินเดียได้นำ ไก่ชน จากอินเดียเข้าไปเผยแพร่ในอังกฤษ โดยยอมรับว่า กีฬาไก่ชน เป็นเกมกีฬาที่ควรได้รับความนิยมจากบุคคลชั้นสูงเช่นเดียวกับการแข่งม้าและฟันดาบ นอกจากนี้ กีฬาชนไก่ ยังได้เผยแพร่เข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ไก่ชนในเอเซีย

กีฬา ไก่ชน หรือ ตีไก่ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบเอเซีย เช่น ไทย พม่า ลาว เขมร มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย การชนไก่ ในแถบเอเซียมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และเชื่อว่า ไก่ชน มีพัฒนาการมาจาก ไก่ป่า ซึ่งมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารประจำบ้าน เมื่อ ไก่ป่า มาอยู่กับคนนานเข้า ก็ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นิสัยประจำตัวของไก่คือหวงถิ่นที่อยู่ ถ้ามีไก่ตัวอื่นๆ ข้ามถิ่นเข้ามาก็จะออกปกป้องที่อยู่อาศัย หรือเมื่อมีการแย่งผสมพันธุ์กับตัวเมีย ไก่ตัวผู้ก็จะตีกัน ซึ่งทำให้เกิดการถือหางกันระหว่างเจ้าของไก่ และด้วยนิสัยของนักพนันจึงทำให้มีการแข่งขันกัน การพัฒนาสายพันธุ์ของ ไก่ป่า จึงมีวิวัฒนาการเรื่อยมา
ประดู่แดงหางดำ

ไก่ชนในเมืองไทย

ในอดีต พันธุ์ ไก่ชน ไทยเป็น ็ มรดกของไทย ็ มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือพันธุ์ ็ ประดู่หางดำ ิ และ ็ เหลืองหางขาว ิ ในสมัยกรุงสุโขทัย ไก่ชนประดู่หางดำพันธุ์แสมดำ ได้ชื่อว่า ็ ไก่พ่อขุน ิ เนื่องจากว่าเป็นไก่ที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงโปรด สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงนำ ็ ไก่เหลืองหางขาว ิ จากบ้านกร่าง เมืองพิษณุโลก ไปชนชนะไก่ของพระมหาอุปราชาที่กรุงหงสาวดี ไก่พันธุ์นี้เป็นที่นิยมเลี้ยงกัน ตามซุ้มที่เลี้ยง ไก่ชน มักจะมี ไก่ชนเหลืองหางขาว เลี้ยงไว้เพื่อเป็นไก่นำโชค และนิยมเรียกชื่อว่า ็ ไก่เจ้าเลี้ยง ิ

เนื่องจากประเทศไทยอยู่ใกล้กับอินเดีย จึงทำให้ไทยได้รับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนศิลปวิทยาการต่างๆมาจากอินเดียหลายอย่าง อาจจะเป็นไปได้ที่ไทยได้นำ ไก่ชน จากอินเดียมาเพาะเลี้ยง และคงจะมีการนำ ไก่ชน เข้ามาก่อนที่อังกฤษจะนำ ไก่ชน ไปจากอินเดีย ทั้งนี้เนื่องจากว่า สมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ทรงใช้ ไก่ชน ดำเนินกลยุทธ์ทางการเมืองมาก่อนที่อินเดียจะเสียเอกราชให้แก่อังกฤษเสียอีก แต่อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นไปได้ที่ ไก่ชน ของไทยมีมานานก่อนแล้ว แต่ ไก่ชนพันธุ์อินเดีย คงจะเข้ามาในประเทศไทยพร้อมๆ กับศาสนาพราหมณ์และวัฒนธรรมอื่นๆ

การ ต่อไก่ ชนไก่ และการ ฝึกไก่ มีปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีการละเล่น เพลงปรบไก่ และ การชนไก่ ในฤดูที่ว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรมเรื่อยมา จนกระทั่งมาถึง ยุคสมัยเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ( จอมพล ป. พิบูลสงคราม ) ที่ส่งเสริมการทำสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ ได้นำ ไก่พันธุ์เล็กฮอร์น พันธุ์ออสตราลอฟ และพันธุ์โรดไอส์แลนด์เรด มาทำการผสมพันธุ์กับ ไก่ชน ที่ชาวบ้านเลี้ยงกันอยู่จนกระทั่งกลายเป็นไก่พันธุ์ทาง ทั้งยังประกาศให้เลิกเลี้ยง ไก่ชน อีกด้วย ไก่ชนเลือดแท้ในยุคสมัยนั้นจึงมีเหลือแอบเลี้ยงกันบางแห่งเท่านั้น ทำให้วงการไก่ชนของไทยซบเซาลงไป ครั้นถึงรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีการฟื้นฟู กีฬาไก่ชน ขึ้นมาอีกจนกระทั่งทุกวันนี้ ปัจจุบันการเลี้ยง ไก่ชน แยกออกได้หลายประเภท ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่างๆตามความนิยม เช่น เลี้ยงเพื่อการค้า โดยการขายเป็นพ่อพันธุ์ในราคาที่สูง หรือเพื่อการนำไปแข่งขัน และเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมในฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อทำธุรกิจส่งออก เป็นต้น

ไก่กับสังคมไทย

ความผูกพันระหว่างคนไทยกับ ไก่ มีมานานจนไม่อาจประมาณเวลาได้ ในสมัยอดีตตามชนบทแทบทุกหมู่บ้านนิยมเลี้ยง ไก่ ไว้สำหรับเป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน เพื่อไว้ดูเล่น เป็นอาหารหลักและอาหารเสริม หรือเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในการชนแข่งขัน ไก่ จึงมีความเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของสังคมไทยนานับประการ อาทิ

  • ก ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรกของอักษรไทย
  • ไก่ เป็นสัตว์เสี่ยงทายและเซ่นไหว้บูชาเทวดาอารักษ์
  • ไก่ เป็นตัวเอกในนิทานหรือบทขับร้องสำหรับเด็ก

ในวรรณคดีไทยหลายๆ เรื่อง เช่น ลิลิตพระลอ ตอน พระลอตามไก่


็ ๊ปู่เลือกไก่ตัวงาม ทรงทรามวัยทรามแรง สร้อยแสงแดงพพราย
ขนเขียวลายยยับ ปีกสลับเบญจรงค์ เลื่อมลายรงค์หงสบาท๊ ิ

หรือเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม
ทั้งนกยูงฝูงหงส์มันลงเกลื่อน
จับไก่เถื่อนมาเลี้ยงฟังเสียงขัน
พูดให้เพลินเดินพลางกลางอรัญ
แกล้งให้หมั่นดูแลฝูงแกกา
ฯลฯ

ไก่กับภาษาไทย

ก ไก่ เป็นพยัญชนะตัวแรกของไทย ที่เชื่อกันว่าดัดแปลงมาจากอักษรของอินเดีย ในอดีตพยัญชนะตัวนี้ยังไม่มีชื่อเรียก มีแต่เพียงรูปอักษร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2442 สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้นิพนธ์แบบเรียนเร็วขึ้น เพื่อให้เด็กสามารถจดจำการอ่านได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเลือกคำที่เด็กเห็นและคุ้นเคยเสมอๆ จึงเป็นที่มาของแบบเรียน ก ไก่ ข ไข่ ฯลฯ

ไก่ เป็นสัตว์ที่รวมอยู่ในกลุ่มปีนักษัตรไทย คือ ปีระกา และไก่ ยังเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดลำปาง ็ เมืองไก่ขาว ิ ด้วย ไก่ นับว่าเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนไทยมากเช่นเดียวกับ สุนัข และแมว นอกจากจะเลี้ยง ไก่ ไว้ในบ้านแล้ว ตามบริเวณวัดวาอารามมักจะเลี้ยง ไก่แจ้ หรือ ไก่ฟ้า
ไว้เพื่อประดับในวัด จนอาจจะเป็นที่มาของสำนวนเปรียบเทียบที่ได้ยินกันเสมอว่า ็ สมภารต้องไม่กินไก่วัด ิ

กิริยาอาการ และคุณลักษณะของ ไก่ ถูกมาใช้เปรียบเทียบหรือเปรียบเปรยเป็นสุภาษิตและคำพังเพยในภาษาไทยมากมาย อาทิ

ไก่กินข้าวเปลือก : ธรรมชาติของไก่ชอบกินข้าวเปลือก อุปมาว่าตราบใดที่ไก่ยังกินข้าวเปลือก คนก็ยังชอบกินสินบนอยู่ตราบนั้น
ไก่แก่แม่ปลาช่อน : หญิงมีอายุที่มีมารยาและเล่ห์เหลี่ยมมาก หรือมีกิริยาจัดจ้าน
ไก่ขึ้นรัง : เวลาพลบค่ำ
ไก่เขี่ย : เขียนหวัดยุ่งจนเกือบอ่านไม่ออก
ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง : ไก่งามตามธรรมชาติ คนแต่งเพิ่มเติม
ไก่นา : โง่
ไก่ได้พลอย : ผู้ที่ไม่รู้จักคุณค่า หรือราคาของที่พบ
ไก่บินไม่ตก : บ้านเรือนหนาแน่น
ไก่รองบ่อน : เป็นตัวสำรอง
ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ : รู้ความลับของกันและกัน รู้เท่าทัน
ไก่โห่ : เวลารุ่งสาง ก่อนเวลา ( มาตั้งแต่ไก่โห่ )
ไก่อ่อน : อ่อนหัด ไม่ชำนาญ
งงเป็นไก่ตาแตก : อาการของคนที่ทำอะไรไม่ถูกในสถานการณ์นั้นๆ
เจ้าชู้ไก่แจ้ : อาการของผู้ชายที่เกี้ยวผู้หญิงป้อไปมา เช่นไก่แจ้ที่เดินกรีดกรายป้อตัวเมีย
ซีดเหมือนไก่ต้ม : เปรียบเทียบใบหน้าของผู้ที่ฟื้นจากไข้ หรือหวาดกลัว
ตัดหางปล่อยวัด : สำนวนนี้มาจากการสะเดาะเคราะห์ของคนโบราณ ที่เอาไก่มาตัดหางแล้ว
นำไปปล่อยที่วัด คือเป็นผู้ที่ไม่มีใครสนใจไยดี
ตื่นก่อนไก่ : ตื่นเช้า
ปล่อยไก่ : ปล่อยความโง่ให้ผู้อื่นเห็น
เป็ดขันประชันไก่ : เปรียบเทียบกับผู้ทำสิ่งที่ตนทำไม่ได้ แข่งกับผู้ที่ชำนาญกว่า
ฯลฯ

ปัจจุบันนี้ ไก่ นับได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องด้วย ไก่ เป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละหลายร้อยล้านบาท จนสามารถทำให้เจ้าของธุรกิจ กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีติดอันดับได้.
บรรณานุกรม

ดอน จาริก. ็ ไก่ชนสมเด็จพระนเรศวรและของดีเมืองพิษณุโลก, ิ เที่ยวรอบโลก. 9(97) : 93-99 ;
กันยายน 2533.
นิสิต ตั้งตระการพงษ์. ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช. พิษณุโลก: ตระกูลไทย. 2535.
สัตว์ ๑๒ นักษัตรไทย. กรุงเทพ : สารคดี,2539.
สุวภา แก้วสุข และประวิทย์ สุวณิชย์. ็ ไก่งามเพราะขน,ิ สารคดี. 3(36) : 104-119 ; กุมภาพันธุ์ 2531.
อำพล สุวรรณธาดา. ็ ไก่ชน, ิ ศิลปวัฒนธรรม. 18(8) : 164-170 ; มิถุนายน 2540.

 

 
พรบ.การพนัน
เรื่องของไ่ก่-ระกา
โรคไข้หวัดนก
ไข้หวัดนก-น.สพ.วีระชัย
การตั้งรับไข้หวัดนก
ครม.อุมัติวัีคซีน
ทำไมต้องใ้ช้วัคซีน
รัฐทุ่มสกัด "ไข้หวัดนก"
รับมือไข้หวัดนก
กระดานซื้อ-ขายไก่
อยากซื้อ-โชว์-ขาย
กระดานโชว์ไก่ฟรี
กระดาน สมาชิก Farmkai
กระดานซื้อ-ขาย Kaichon
ซุ้ม Lucky