รัฐทุ่มไม่อั้นสกัดไข้หวัดนก ตุนยาแสนโดสรับมือ
หวั่นไข้หวัดนกกลายพันธุ์ติดต่อคนสู่คน ครม.อนุมัติงบฯทันทีกว่า 700 ล้าน เตรียมแผนฉุกเฉินรับมือการระบาดหนัก หลังเวียดนามประเทศเพื่อนบ้าน 2 อาทิตย์ไข้หวัดนกระบาดไปแล้วค่อนประเทศ เกรงลามสู่ประเทศไทย เผยการคาดคะเนทางระบาดวิทยาหากไข้หวัดใหญ่ระบาดซ้ำครั้งใหญ่จะมีคนติดเชื้อ 26 ล้าน ตายอีกเป็นแสน สั่งตุน "ทามีฟู" อีก 150,000 โดส ใช้แผนรุกวินิจฉัยโรคให้เร็วที่สุดเพื่อลดการระบาดและสูญเสียชีวิต
การระบาดของโรคไข้หวัดนกอย่างรุนแรงในประเทศเวียดนามได้กลับมาจุดประกายความกระตือรือร้นในการควบคุมและเฝ้าระวังสถาน การณ์ไข้หวัดนกในประเทศไทยอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไปได้ที่โรคไข้หวัดนกจะติดต่อระหว่างคนสู่คน ซึ่งในไทยมีกรณีเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ในปีที่ผ่านมาแล้ว ทว่าอีกด้านหนึ่งขณะที่ทุกคนกำลังมุ่งความสนใจไปที่การควบคุมโรคทั้งในคนและในสัตว์ปีก นายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับมีการดำเนินการอย่าง "เงียบๆ" ด้วยการผลักดันให้มีการพิจารณาช่วยเหลือผู้ส่งออกด้วยการ "รับซื้อ" หรือ "รับจำนำ" สต๊อกไก่แช่แข็งในวงเงินไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาทเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก ซึ่งมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมานี้ว่า ที่ประชุมได้แสดงความเป็นห่วงการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของโรคไข้หวัดนกในประเทศเวียดนามที่มีชายแดนใกล้กับประเทศ ไทย โดยมีจุดเกิดโรคถึง 232 จุด โดยหน่วยงาน สัตวแพทย์เวียดนามได้รายงานตั้งแต่วันที่ 12-19 มกราคม มีการระบาดของโรคไข้หวัดนกใน 62 ตำบล ของ 18 จังหวัด และมีการสั่งฆ่าสัตว์ปีกไปแล้ว 250,000 ตัว
ขณะที่องค์การอนามัยโลกได้รับรายงานพบผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดนกในเวียดนามตั้งแต่เดือนธันวาคม 2547-14 มกราคม 2548 จำนวน 6 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 4 ราย อายุเฉลี่ย 17 ปี อายุต่ำสุด 6 ปี สูงสุด 35 ปี ผู้ป่วยทั้งหมดมาจากทางตอนใต้ของประเทศ พร้อมกับมีคำยืนยันล่าสุดว่า โรคไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นในเวียดนามมีความเป็นไปได้ที่จะติดต่อระหว่างคนสู่คน ซึ่งประเด็นนี้ได้สร้างความกังวลให้กับผู้เกี่ยวข้องในการควบคุมและกำจัดไข้หวัดนกในประเทศไทยมาก
ด้านสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย ทางกรมปศุสัตว์ได้รายงาน ณ วันที่ 23 มกราคม 2548 พบพื้นที่ที่มีเชื้อไข้หวัดนกและอยู่ในระหว่างการควบคุมโรค 7 ตำบล 4 อำเภอ ใน 3 จังหวัด ที่พิษณุโลก-นครปฐม-ระยอง การเกิดโรคพบกระจายอยู่ในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไก่พื้นเมือง-ไก่ชน ร้อยละ 58.32 กับพบในเป็ดไล่ทุ่งร้อยละ 30.09 จากการสำรวจพบสัตว์ปีกป่วยและติดเชื้อไข้หวัดนกจุดละ 5-10 ตัว ไม่พบการกระจายของโรคในกลุ่มสัตว์ปีกขนาดใหญ่เป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ ได้มีการสั่งการกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้ดำเนินมาตรการเอกซเรย์พื้นที่การเลี้ยงสัตว์ปีกทุกแห่งตั้งแต่ 1-28 กุมภาพันธ์ 2548 และให้คณะทำงานในระดับจังหวัดเพื่อ ตรวจสอบสถานการณ์โรคและรายงานให้ส่วนกลางรับทราบทุกสัปดาห์ พร้อมกับได้มอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนรับมือฉุกเฉิน ในกรณีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีกและกรณีที่มีการแพร่เชื้อจากคนสู่คน จัดเตรียมฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อุปกรณ์เครื่องมือ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการตรวจสอบ ควบคุมโรคและทำลายไก่
"ได้มีการติดต่อให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายถุงมือจัดเตรียมถุงมือไว้เป็นจำนวน 10 ล้านชิ้น พร้อมกับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อเตรียมรับมือการระบาดของโรคไข้หวัดนกแล้ว" นายจาตุรนต์กล่าว
เสนอรับจำนำไก่อุ้มผู้ส่งออก
ในการประชุมครั้งเดียวกันนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เสนอวาระเรื่องเพื่อทราบและพิจารณา "แนวทางการแก้ไขปัญหาสต๊อกเนื้อไก่-เป็ดและเป็ดไล่ทุ่ง" โดยอ้างมติ ครม.วันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 กับมติคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนกวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ให้กระทรวงพาณิชย์กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา สต๊อกเนื้อไก่-เป็ดของผู้ส่งออกที่เหลือตกค้างอยู่ในประเทศเป็นจำนวน 104,224 ตัน แบ่งเป็น เนื้อไก่แช่แข็ง 102,931 ตัน กับเนื้อเป็ดแช่แข็งอีก 1,293 ตัน พร้อมทั้งเปิดรับซื้อหรือรับจำนำเป็ดไล่ทุ่งอีก 5.5 ล้านตัวทั่วประเทศ
โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก ให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดรับจำนำเนื้อไก่/เป็ดแช่แข็ง และเป็ดไล่ทุ่งคิดเป็นวงเงิน 5,085.11 ล้านบาท ระยะเวลา 8 เดือน โดยเงินจำนวนนี้มีข้อน่าสังเกตว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ขออนุมัติเงินจ่ายขาดจากงบฯกลางในรายการค่าใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อให้ อคส.ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการรับจำนำสูงถึง 953.94 ล้านบาท พร้อมกับชดเชยภาระการขาดทุนจากโครง การในคราวเดียวกันคิดเป็นจำนวนเงินถึง 1,604.28 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ต้องการให้คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนกเป็นผู้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อนำเสนอต่อ ครม.ต่อไป
ทางด้านกรรมการท่านหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก ได้กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาไม่ได้แตกต่างไปจากคราวที่นายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอ ครม.ในวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา และ ครม.มีมติให้กลับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากกระทรวงการคลังไม่สามารถค้ำประกันเงินกู้ให้กับภาคเอกชนได้ แต่มาคราวนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เสนอให้ อคส.เป็นผู้รับจำนำด้วยการกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐให้อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษและให้ กระทรวงการคลังเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกัน อคส.อีกทีหนึ่ง
"วัตถุประสงค์ไม่ได้แตกต่างกันเลย เป็นการเอาเงินของรัฐไปช่วยผู้ส่งออกเนื้อไก่ที่ส่งออกไม่ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ การย้ายสต๊อกของผู้ส่งออกจำนวน 104,224 ตันที่ขายไม่ได้ เพราะเป็นไก่ที่ฆ่าชำแหละในช่วงไข้หวัดนกระบาดในปลายปี 2546 ต่อ 2547 เข้ามาเป็นสต๊อกรัฐบาล ประเด็นก็คือ รับจำนำไปแล้วกระทรวงพาณิชย์จะเอาไก่/เป็ดเหล่านี้ไประบายที่ไหน นายวัฒนาไม่เคยเสนอแผนการระบายสต๊อกออกมาเลย ที่บอกว่ามีตลาดรัสเซียหรือตลาดอื่นๆ นั้น ใครๆ เขาก็รู้ว่าประเทศเหล่านี้ไม่นำเข้าเนื้อไก่สดแช่แข็งในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดนกเด็ดขาด เท่ากับจำนำไก่ไปทิ้ง เพราะเล่นขออนุมัติเงินชดเชยการขาดทุนให้ อคส.มาเบ็ดเสร็จ" กรรมการกล่าว
3 ปัจจัยเสี่ยงหวัดนกระบาดใหญ่
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการพิจารณาแก้ไข สถานการณ์โรคไข้หวัดนก กล่าวว่า การที่หลายคนเกรงว่าการระบาดของโรคไข้หวัดนกอาจจะรุนแรงขึ้นมาเป็นรอบที่ 3 อีกครั้งเหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศเวียดนามนั้น จะมีปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ
1)การแอบลักลอบใช้วัคซีนของเกษตรกรในเข็มที่ 2 อย่างไม่ระมัดระวัง หลังจากที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่าบริษัทขายพันธุ์ไก่ได้ฉีดวัคซีนมาให้แล้ว 1 เข็ม โดยเกษตรกรหลายคนมั่นใจในผลของวัคซีนมากเกินไป โดยหย่อนยานในการทำระบบความปลอดภัยทางชีวภาพและขาดวินัยในการใช้
2)การที่มีอำนาจทางการเมืองเข้าไปปกป้องผู้ประกอบการธุรกิจเป็ดไล่ทุ่ง ทำให้ไม่สามารถจัด การขั้นเด็ดขาดได้ โดยเฉพาะการที่เป็ดเหล่านี้ยังคงสามารถเดินเพ่นพ่านปล่อยเชื้อไข้หวัดนกต่อไปได้
3)การออกใบอนุญาตมาตรฐานฟาร์มช่วงที่ผ่านมารวมถึงการออกใบอนุญาตในการเคลื่อนย้ายไก่ ไม่ได้เป็นไปตามกฎกติกาเงื่อนไขที่ควรจะเป็น
สำหรับการผลิตวัคซีนภายในประเทศขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับอนุมัติยังไม่สามารถเบิกนำมาใช้ปรับปรุงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ได้ ดังนั้นหากเกิดสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงขึ้น ขณะนี้ได้มีการทำข้อตกลงกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ในต่างประเทศจำนวน 2 ราย ให้ทำการสต๊อกวัคซีนให้กับประเทศไทยไว้แล้ว โดยประเทศไทยจะมีการออกค่าใช้จ่ายในการทำสต๊อกบางส่วนให้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบริษัทจะไม่นำวัคซีนที่มีอยู่ไปขายให้ประเทศอื่นหากเกิดปัญหาขึ้นพร้อมกันหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย
แผนฉุกเฉินรับมือหวัดนกระบาดใหญ่
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้เสนอแผนสำหรับการแก้ไขปัญหาการระบาดไข้หวัดนกไว้ 2 ส่วน คือ ยุทธศาสตร์เพื่อเฝ้าระวังการระบาดในภาพรวมปี 2548-2550 กับแผนฉุกเฉินเตรียมการรับการระบาดไข้หวัดนกอย่างหนักในปี 2548-2550 ใช้งบประมาณ 741 ล้านบาท โดยมีรายจ่ายเฉพาะหน้า 500 ล้านบาท เพื่อสร้างห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (lab) เพิ่มเติม 1-2 แห่ง ให้ได้มาตรฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร-ระบบการจัดการ-การสำรองสินค้า-เวชภัณฑ์-หน้ากาก-ถุงมือ รวมทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นหากเกิดการระบาดขึ้น ส่วนงบประมาณนั้นหากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนสามารถเบิกจ่ายได้ทันที
"แผนการนี้จะให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยจะมีการจัดทำคู่มือสำหรับผู้ปฏิบัติงานและสำหรับประชาชน ซึ่งจะระบุอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้จะมีการฝึกอบรมบุคลากร จัดเตรียมยาต้านไวรัสในคน โดยนักวิชาการได้คาดการณ์ไว้ว่า 3 ปีนี้จะต้องสำรองยาไว้ประมาณ 3.5 แสนโดส และรัฐบาลได้จัดงบประมาณบางส่วนไว้ให้เอกชนผู้ผลิตสำรองสินค้าเวชภัณฑ์ที่จำเป็นด้วย" นายจาตุรนต์กล่าว
นายแพทย์จรัล ตฤณวุฒิพงศ์ กล่าวด้วยว่า ต้องมีการเตรียมการรับมือการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากพบว่ามีการระบาดรุนแรงในเวียด นามและมีการพบเชื้อในคนที่มาจากไก่บ้านและมีคนยังตายต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมให้มีศูนย์อำนวยการสั่งการได้ทันทีและสั่งข้ามกระทรวงกันได้ ระหว่างกระทรวงมหาด ไทย-สาธารณสุข-เกษตรและสหกรณ์ และเตรียมยาต้านไวรัส "ทามีฟู" ไว้จำนวน 150,000 โดส โดยมีการคาดการณ์เบื้องต้นว่าไข้หวัดนก "อาจจะ" มีการระบาดในคน ระดับกลาง ส่งผลกระทบกับคนจำนวน 50,000-60,000 คน แต่หากระบาดรุนแรงจะเพิ่มเป็น 1 ล้านคน จึงอาจต้องเตรียมการให้โรงเรียนหรือสถานที่บางแห่งปรับเป็นโรงพยาบาลสนาม อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้แผนป้องกันและเตรียมความพร้อมทำให้คนตระหนกและตื่นกลัว เป็นเพียงการเตรียมพร้อมตามความหมายทางวิชาการเท่านั้น และ ครม.เร่งให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์
ส่วนการใช้วัคซีนในการป้องกันควบคุมโรคในสัตว์ปีกนั้น ขณะนี้ยังมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่คณะกรรมการได้เสนอ ครม.ว่า ให้มีการเตรียมพร้อมวัคซีนไข้หวัดนกและนำมาใช้ได้ทันทีหากจำเป็นฉุกเฉิน พร้อมกับให้ศึกษาติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์และพิจารณาทางเลือก รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติหากต้องใช้วีคซีนในสัตว์ปีก และให้มีการประสานงานกับต่างประเทศเพื่อจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศในประเทศไทยในเดือนเมษายน 2548
สาธารณสุขเตรียมงบฯ 776 ล้านบาท
ทางด้าน ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตามธรรมชาติการระบาดของไข้หวัดใหญ่จะมีวงรอบทุก 10-30 ปี ซึ่งครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดคือ สแปนิช ฟลู เกิดในปี 1918 มีคนเสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 20 ล้านคน ต่อมาคือ เอเชี่ยน ฟลู ปี 1957 และล่าสุดคือ ฮ่องกง ฟลู ปี 1968 ซึ่งสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการระบาดทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงจาก H1N1 เป็น H2N2 และล่าสุดเป็น H3N2 จากการคาดคะเนทางระบาดวิทยา ถ้ามีการระบาดใหญ่เกิดขึ้นมาอีก จะทำให้มีผู้ติดเชื้อถึง 26 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตถึง 100,000 คนได้
ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงมุ่งไปที่การตรวจวินิจฉัยให้เร็วที่สุดและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด เพื่อเป็นการลดการระบาดและลดการป่วยและเสียชีวิต โดย ครม.ได้อนุมัติงบประมาณเฝ้าระวังโรค 48 ล้านบาท, งบฯเตรียมเวชภัณฑ์ 584 ล้านบาท, งบฯเตรียมพร้อมการควบคุมโรคระบาดกรณีฉุกเฉิน 78 ล้านบาท, งบฯประชาสัมพันธ์ 36 ล้านบาท และงบฯบริหารอีก 30 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 776 ล้านบาท
เวียดนามอ่วม หวัดนกระบาดหนัก
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเวียดนามยืนยันผลตรวจร่างกายวัยรุ่นชายวัย 17 ปี ที่เสียชีวิตในเมืองบัก เลียว ทางภาคใต้ของประเทศ ติดเชื้อไข้หวัดนก ไวรัส H5N1 นับเป็นผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกรายที่ 9 ของเวียดนามในการแพร่ระบาดรอบ 2 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และปัจจุบันแพร่ระบาดไปในพื้นที่กว่า 3 ใน 4 ของประเทศ และทำให้ผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกในเวียดนามตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2546 เพิ่มขึ้นเป็น 29 คน
ทั้งนี้ในส่วนของวัคซีนไข้หวัดนกในมนุษย์ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัย 7 แห่งของสหรัฐอเมริกาจะเริ่มทดสอบวัคซีนในมนุษย์ครั้งแรก วัคซีนดังกล่าวผลิตโดยบริษัทไชรอน คอร์ป กับบริษัทอเวนติส พาสเจอร์
|
|
|
 |
 |
|
|
| |
 |
 
 |