แมกไม้ สายธาร น่านน้ำ ธรรมชาติสดใสไร้มลพิษ ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอันมากมายจนดูเหมือนจะใช้ไม่หมดไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ แต่สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตามกระแสโลกที่เปลี่ยนไป ในสมัยก่อนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ใช้โดยมือ/แรงงาน ของมวลมนุษยชาติ การสึกกร่อนของธรรมชาติจึงค่อยเป็นค่อยไป และมีใหม่เกิดขึ้นทดแทน โดยดุลยของธรรมชาติเอง เช่น กรณีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อถากถางที่ดินทำกินโดยการใช้แรงงานใช้แต่น้อย แมกไม้ธรรมชาติจะเกิดขึ้นทดแทนได้ทัน เพราะคนสมัยก่อนเขาทำเพื่ออยู่รอด ทำเพื่อได้อยู่ได้กินไปแต่ละวัน เป็นความ ในครอบครัว หากจะมีเหลือแบ่งปันแก่เพื่อนบ้านเป็นมิตรจิต มิตรใจบ้าง ซึ่งนับเป็นสายสัมพันธ์ ความเป็นสังคมชนบทที่ยั่งยืน คนชนบทของสังคมในชนบทจึงเอื้ออาทรสูง ความคุ้นเคยเป็นเชื้อไฟเติมเต็ม ความสามัคคีในชุมชนให้ลุกโชนตลอดเวลา
ความเป็น พุ่งสุดขีดด้วยกำลังแรง ยากที่จะมีสิ่งใดทดแทนได้ กระแสการทำลายล้างยิ่งสูงขึ้นทุกวินาที การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของคนมิได้ใช้ด้วยแรงงานคนหรือจะมีก็เพียงส่วนน้อยมาก อาจไม่ถึงร้อยละ ๕ ของผู้ที่เสพทรัพยากรธรรมชาติด้วยซ้ำ หากแต่ว่ามนุษย์เกือบทุกตัวคนใช้เครื่องทุ่นแรง เครื่องจักร/ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์กลไกที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้ย่อยยับในบัดดลอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งจะเยียวยาหรือทดแทนโดยธรรมชาติเองหรือแม้มนุษย์จะช่วยสร้างขึ้นใหม่ทดแทนก็ยังไม่ทันต่อการทำลาย เช่น การใช้เลื่อยยนต์ตัดไม้ เครื่องจักรกลขุดดิน ปรับหน้าดิน จุดไฟเผาป่าแทนการถากถางด้วยแรงงานคนหรือสัตว์
ในยุคสมัยเช่นนี้ประเทศไทยผ่านวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทุกเหตุการณ์ที่เรียกว่าวิกฤต ทั้งด้านการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งรัฐ พระมหากษัตริย์ไทยจะใช้ความปรีชาสามารถนำพาสยามประเทศผ่านวิกฤตได้ทุกครั้ง จนทั่วโลกยกย่องพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งปวง
ความสั่นคลอนของสังคมไทย มีให้เห็นอยู่เป็นประจำทั้งนี้เพราะคนไทยมีความ เป็นอิสระสูง รับอารยธรรมอื่นได้ง่าย รับง่ายหน่ายเร็วและรับใหม่อยู่ร่ำไป หากคนปกครอง ในฐานะผู้นำ จะใช้ศักยภาพในการเป็นผู้นำ ให้สุดความสามารถน้อมนำแนวพระบรมราโชวาท แนวพระราชดำริและพระราชดำรัส ของพระเจ้าแผ่นดินมาปฏิบัติให้บังเกิดผลต่อสังคมและคนไทยทุกรูปนามทุกแคว้นคาม สังคมไทยจะอยู่เย็นเป็นสุข อยู่ดีมีสุข เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองสนองพระปฐมบรมราชโองการ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน ชาวสยาม ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้
ต้นไม้ ๑๐ ต้นที่ผู้นำในฐานะคนปกครองต้องปลูก นั้นไม่ใช่ ไม้มงคลที่คนทั่วไปรู้จัก อาทิ คูณ สัก ไผ่สีสุก กันเกลา ขนุน ทองหลาง พยุง แต่เป็นต้นไม้ที่เป็นพลังแผ่นดิน
เอื้ออาทรพึ่งพาอาศัยเป็นสังคมโลกแห่งการแข่งขันอย่างเสรีแต่สมานฉันท์ เอื้ออารีย์ มิใช่สังคมแข่งขันแบบไล่ชิดขอบ หรือไล่ตกเวทีประกอบด้วย
๑. ต้นรัก
ความเป็นสังคมต้องมีความรักเป็นพื้นฐาน รักชีวิต รักตัวเอง รักครอบครัว รักพวกพ้อง รักชุมชน รักถิ่นฐาน รักสังคม รักชาติ ดั่งครอบครัวหากไม่มีรักเป็นพื้นฐานแล้วความเป็นครอบครัวจะยั่งยืนอย่างไร ชนนั้นมีแต่ย่อยยับดับสูญ นักปกครองต้องปลูกต้นรักให้เกิดกับหัวใจประชาชนทุกหมู่เหล่าให้ได้ การปลูกต้นรักที่ได้ผลต้องเริ่มต้นที่สร้างศรัทธา ๔ คือ ศรัทธาในตนเอง ว่ามีความรู้ความสามารถเป็นผู้นำทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศรัทธาในงาน ว่าเป็นงานที่แก้ปัญหาและสร้างสงบสุขให้สังคมได้ ศรัทธาในเพื่อนร่วมงาน ว่าเพื่อนร่วมงานมีความสามารถร่วมงานอย่างราบรื่นมีคุณภาพ มิใช่ทำงานเพียงลำพัง ศรัทธาประชาชน ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ รักสงบ พร้อมร่วมมือ ในทุกกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมซึ่งได้กระทำลงในพื้นที่นั้น ๆ
เมื่อสร้างศรัทธาได้แล้ว ต้นกล้ารักจะมีคุณภาพ จึงค่อยปลูกต้นรัก โดยใช้น้ำใจต่างน้ำรดต้นรักให้สดชื่นสม่ำเสมออย่าให้ขาดน้ำใจ ใช้ความใกล้ชิดเติมเต็มต่างปุ๋ย ปรับปรุงบำรุงดินให้ร่วนซุยเสมอ ใช้การให้อภัย ต่างยาไล่แมลง ที่จะมารบกวนราวีให้รักแตกสลาย จากนั้นต้นรักจักเจริญ งอกงามอย่างรวดเร็ว ชูช่ออวดดอกล้อลมไสว ผู้คนจะมีรักทั้งแผ่นดิน รักเพื่อเกื้อกูล รักเพื่อสงเสริม รักเพื่อสมานฉันท์ อาทรพึ่งพาอาศัย ถนุถนอม รักในความแตกต่าง รักแผ่นดินเกิด รักอย่างสร้างสรรค์ มิใช่รักอย่างทำลาย รักด้วยบริสุทธิ์ รักมิได้เคลือบยาพิษหรือประโยชน์อื่นใด นักปกครองต้องปลูกต้นรักให้เต็มแผ่นดิน
ความคิดมีอยู่ทั่วทุกตัวสรรพสัตว์โดยเฉพาะสัตว์มนุษย์ ได้ชื่อว่า เป็นสัตว์ประเสริฐมีความคิดที่แยบคายเหนือสัตว์โลกอื่นใด จึงคิดอะไรที่สร้างความวุ่นวายและความสงบในสังคมโลก ได้อย่างอัศจรรย์
ปลูกต้นคิด ให้กับคนในสังคม ทำให้เขาคิดเป็น ทำเป็น เมื่อทุกคนมีความคิดและเป็นความคิดที่อิสระ ทำอย่างไรที่จะทำความคิดอิสระเหล่านั้น เป็นความคิดที่สร้างสรรค์สิ่งดีงาม เช่น นวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นความคิดริเริ่มที่แยบคาย มิใช่ก่อกวนทำลาย แต่คิดที่เป็นคุณต่อประชาคม และสังคมโลก อย่าปล่อยให้ประชาชนคิดเฉย ๆ คิดตามสบายไม่มีทิศทาง ต้องทำให้ประชาชนทั้ง รู้จัดคิด คิดได้ และคิดเป็น ด้วย การรู้จักคิด คือ การมองโลกในแง่ดี คิดในเชิงบวกสร้างสรรค์ การคิดได้ คือ รู้แยกแยะ อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร ไม่ควร รู้จักผิดแล้วก็หยุดอย่าไปฝืนหรือดึงดันทุรังทำต่อไปอีก ส่วนการคิดเป็น คือ การคิดสลับซับซ้อนแก้ปัญหาภาพรวมของชุมชน สังคมได้ มองถึงปัญหาอนาคต มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีกระบวนการทำงานการบริหารจัดการ เป็นลักษณะการคิดเชิงบริหาร
คิดได้ และคิดเป็น เช่นนี้สังคมร่มรื่นน่าอยู่ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หากหลอมความคิดหลากหลายจนเป็นหนึ่งเดียวได้ และทุกคนพร้อมก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยสมานฉันท์ เช่นนี้ เป็นสังคมที่พึงประสงค์มิใช่หรือ
๓. ต้นน้ำ
บ้านเราป่าต้นน้ำลำธารถูกทำลายไปมากมายจนปัจจุบัน ต้นน้ำลำธารไม่สมบูรณ์ดังเคยอีกแล้ว ต้องช่วยกันพลิกฟื้นอย่างเร่งด่วนทุกฝ่ายทั้งราษฎร์ รัฐ และเอกชน แต่กระนั้นก็ยังไม่ทันกับอัตราเร่งของการทำลาย ซึ่งเร็วและรุนแรงกว่าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ใส สะอาด บริสุทธิ์ มีประมาณมากเพียงพอกับการหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ธัญญาหารในทุกกาลและทุกสถานการณ์ บางครั้งต้องเป็นทั้งน้ำร้อน น้ำเย็น รุนแรงในบางเวลา ไหลเอื่อยในบางคราวและสงบนิ่ง เย็นยะเยือกหนาวเหน็บ ในบางโอกาส คุณค่าของน้ำมีคุณประโยชน์ต่างกาละและมีโทษถ้าใช้ไม่ถูกวิธีนักปกครองเป็นต้นน้ำ ประชาชนคือปลายน้ำ หากนักปกครองเป็นภาชนะใส่น้ำ ประชาชนก็คือน้ำในภาชนะนั้น จะมีรูปลักษณ์เป็นไปตามภาชนะนั้นเสมอ ภาพของสังคมและประชาชนในสังคมสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจความใกล้ชิดของนักปกครอง ที่มีต่อประชาชน นักปกครองต้อง ปลูกต้นน้ำ รักษาต้นน้ำ บำรุงต้นน้ำ ให้มีคุณภาพเสมอ เพื่อคุณภาพแห่งคนปลายน้ำ
คิดดี ต้องมีต้นทุนที่ดี การจะทำกิจการใดๆ ก็ตามต้องมีต้นทุนเป็นฐานที่สำคัญ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และด้านการทหารความมั่นคง โดยเฉพาะต้นทุนทางสังคม ที่คนปกครองต้องเสาะแสวงหา ปลูกต้นทุนนี้ให้เกิดกับสังคมโดยรอบข้าง ทั้งสังคมที่ตนอยู่และสังคมโลก
ต้นทุนทางการศึกษา ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสุขภาพ ทุนทรัพย์ทั้งสินทรัพย์และทรัพย์สิน ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรมคุณธรรม ทุนแห่งความรู้ผิดชอบชั่วดี ทุนแห่งมโนสำนึก ทุนแห่งความดี ความเลว ต้นทุนเหล่านี้ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ เกิดเป็นกระบวนทัศน์ คิดปฏิบัติ เคยชิน จนเป็นนิสัย และนำมาใช้ โดยอัตโนมัติ ดังนั้นต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นฐานดรรชนีตัวชี้วัดอนาคตของสังคมได้ การปลูกต้นทุนให้งอกงามพร้อมเป็นฐานสังคมใหม่ที่สวยงามได้ หากต้นทุนบกพร่องแต่แรกเสียแล้วจะวาดหวังอะไรกับอนาคตได้
ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา คนในสังคมไทยได้รับอารยธรรมต่างชาติจนแยกไม่ออกอะไรจำเป็น/ไม่จำเป็น โดยเฉพาะยุวชนของชาติยิ่งน่าห่วงใยในพฤติกรรม เพราะเขาเหล่านั้นขาดต้นแบบที่ดี สังคม ทุกวันนี้เป็นสังคมผู้ใหญ่รักแกเด็ก ผู้ใหญ่มักจะเอาเปรียบเด็ก โดยถือว่าเป็นผู้ใหญ่เกิดก่อน ผ่านร้อน หนาว ดี ชั่วมาก่อน สุดท้ายก็ลงเอยด้วยความเป็นทาสวัตถุนิยม บริโภคนิยม นำเศรษฐกิจมาเป็นตัวชี้วัดความเป็นมนุษยชาติ นำทุกอย่างออกมาเพื่อการแข่งขันที่ได้เปรียบ หารายได้ทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด บูชาเงินเป็นพระเจ้า ทำลาย ทำร้ายทุกสิ่งทุกอย่างให้ย่อยยับด้วยอำนาจ ธนบารมี ไม่คำนึงว่าผลจะออกมาอย่างไร สังคมจะดี เลวอย่างไร อนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร เมื่อกระแสน้ำแห่ง ธนบารมีเชี่ยวกรากท่วมท้นรุนแรง ทั้งผู้สร้าง ผู้นำ และ ผู้ตามกระแสต่างย่อยยับไปกับกระแสธนบัตรเช่นกัน สุดท้ายสังคมก็ล่มสลายด้วยอำนาจเงินตรา
พฤติกรรมต่าง ๆ การดำรงตนในวิถีชีวิตจริง ต้องเป็นต้นแบบ ในทุกบทบาท ทั้งบทบาทในฐานะนักปกครองที่ต้องเป็นบทบาทในฐานะที่สังคมอยากเห็น คาดหวังและบทบาทในฐานะที่เป็นชีวิตจริงของตน คือตัวตน ของตน ความรักใคร่เชื่อถือศรัทธาของประชน ส่วนหนึ่งอยู่ที่ต้นแบบของตัวนักปกครอง เป็นทั้งนักสู้ นักประสาน นักบริหาร นักแก้ปัญหา นักสร้างสรรค์ นักประชาสัมพันธ์ นักกีฬา นักจิตวิทยาสังคม ฯลฯ เป็นหมอรักษาใจ หมอสังคม หมอดูประมาณสถานการณ์ หมอผ่าตัดยามสังคมวิกฤต เสน่ห์ของผู้นำอยู่ที่การเป็นต้นแบบที่ดี
การเป็นผู้นำต้องรู้วิธีแสวงหาต้นเหตุให้พบ ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องมีที่มา ที่มาของปัญหาจึงเป็นสาเหตุหรือดับเหตุที่ต้องทำการศึกษา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาและแก้ไขให้ลุล่วง จากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นหาย ดังนั้น ในกระบวนการของหมอแห่งสังคมนั้นต้องรู้สมุหฐานแห่งโรคให้ชัดเจนถ่องแท้ การวินิจฉัยโรคและการเยียวยาจะได้ผล คนไข้ปลอดภัย
ไพร่ฟ้าหน้าใส ร้อยใจเป็นหนึ่งเดียว ทิศทางการพัฒนาไปในแนวเดียวกัน ลดปัญหาความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกว่าจะเดินทางถึงจุดหมายได้ต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ และปัญหานี่เองสร้างนักปกครองและผู้นำให้ยิ่งใหญ่เป็นวีรบุรุษได้ การรู้จัก ต้นเหตุ ปลูกต้นเหตุ บำรุงต้นเหตุ ให้เป็นเหตุแห่งคุณต่อสังคม ริดรานกิ่งก้านต้นเหตุมิให้แผ่ไพศาล จำกัดพุ่มแห่งต้นเหตุให้แคบเข้า จัดเป็นสวนหย่อมงดงามในลักษณะบอนไซต้นเหตุ รูปลักษณ์ต้นเหตุกลับงดงามตามปรารถนาได้ เรียกว่า ทั้งปลูก ทั้งบำรุง ทั้งควบคุม ต้นเหตุ ด้วยกุศโลบายที่ลุ่มลึก และยั่งยืน
ยา ศิลปะ วิทยาการ และอีกหลากหลายกิจกรรมล้วนมีตำรับ หรือสูตรของตนเองทั้งสิ้น ผู้นำก็เช่นเดียวกัน แล้วนำออกมาใช้ให้ปรากฏเป็นสาธารณะและปลูกเป็นต้นตำรับเฉพาะตน ซึ่งต้นตำรับนี้จะแตกต่างกันไป ถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ อาจจะคล้ายแต่ไม่เหมือน ดังนั้นการเป็นผู้นำ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสดงอะไร ที่เป็นต้นฉบับหรือต้นตำรับให้ปรากฏ
อาจมีหลายตำรับ หลายสูตร หลายแบบ ซึ่งใช้ได้ในบางสถานการณ์หรือใช้ได้ในทุกสถานการณ์ เพราะมนุษย์แต่ละรูปนามมีความถนัดที่แตกต่างกันไป บางคนถนัดหลายอย่าง บางคนถนัดอย่างเดียว บางคนได้ทั้งฝ่ายบู๊ ฝ่ายบุ๋น ทุกรูปแบบ
ต่างรักษาความงดงามแห่งวงศ์ตระกูลไว้ มิให้เสื่อมคลายและปกป้องรักษาตระกูลให้พ้นจากภัยแห่งกระแสสังคม เมื่อเป็นดังนี้คนทุกคนจึงต้องต่างทำความดี ความถูกต้อง เพื่อเป็นเกราะป้องกันชื่อเสียง เกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูลตน
มิใช่ได้มาโดยการจับฉลากหรือเสี่ยงโชค หากแต่ผ่านพงหนามนานับอุปสรรคอย่างโชคโชน รสชาติชีวิตทั้งหวานและขมขื่นตลอดมา เมื่อได้มาแล้วการรักษาไว้ยิ่งยากกว่า เมื่อชาติตระกูลดี ต้นตระกูลดี ส่งผลให้เอื้ออำนวยต่อชีวิตตน จึงเป็นหน้าที่ของผู้นำที่ต้องฝึกสอนประชาชนให้ปกป้องรักษาต้นตระกูล ปลูกต้นตระกูลให้งดงามจากคนในสังคมอย่างภาคภูมิใจ
เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำ เมื่อมีแมกไม้มากมาย ยังความชุ่มชื้นให้ผืนดิน เมื่อผืนดินชุ่มชื้น บรรยากาศสดชื่น ผู้คนต่างสดใสหัวใจเบิกบาน การงานบรรลุเป้าหมาย ต้นน้ำลำธารจะคืนมา ดังนั้นการปลูกต้นไม้จึงเท่ากับปลูกต้นน้ำด้วย
แผ่กิ่งก้านสาขา ฝูงนกกาใหญ่น้อยพลอยได้อาศัย ร่มไม้ใบบัง ซ่อนตัวหลบพญาเหยี่ยวหรือสัตว์ร้ายนานา ต้นไม้อดทนต่อความซุกซนของเหล่าสรรพสัตว์เล็กใหญ่เหล่านั้น แม้จะอุจจาระใส่ จิกเจาะดอกใบก้านกิ่งให้เสียหายเจ็บปวด ต้องยอมเป็นผืนดินให้ผู้คนเหยียบย่ำ ตามแต่พฤติกรรมที่พึงประสงค์ รองรับทุกอารมณ์ ทุกกิจกรรม ทุกพฤติกรรมที่ถูกกระทำด้วยความซื่อสัตย์อย่างนัยแห่งคุณธรรม แฝงเร้น เต็มเปี่ยมด้วยอำนาจบารมี ฝูงชน จะทุกข์
ต้นหน
เรือแล่นสู่น่านนที จะสู่จุดหมายปลายทางได้ ต้องอาศัย ต้นหน ที่มีความชำนาญด้านการควบคุม กำกับ การบังคับเรือ ทิศทางการเดินเรือ ร่องน้ำ แผนที่ จุดหมายปลายทาง รู้กำลังเรือ เป็นผู้นำต้องรู้หลักบริหารจัดการ การกำหนดยุทธศาสตร์ กลยุทธการทำงาน มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป้าหมายที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่ท้าทายต่อผลสัมฤทธิ์ ผู้นำที่มีความพร้อมทุกด้าน จักเป็นต้นหนนำเรือฝ่ากระแสคลื่นของโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดหมายปลายทางได้ แม้จะถูกพายุรุนแรงสักปานใดก็ตามคงไม่เหนือความพยายามของต้นหนที่จะพาเรือถึงฝั่งจนได้
ประกอบด้วย ต้นรัก ต้นน้ำ ต้นคิด ต้นทุน ต้นแบบ ต้นเหตุ ต้นตำรับ ต้นตระกูล ต้นไม้ และต้นหนจะเป็นรากแก้วของแผ่นดินเป็นฐานให้การปกครองและการพัฒนาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากผู้นำและนักปกครองช่วยกันปลูก และบำรุงรักษาให้เจริญงอกงามในทุกชุมชน สังคม ทั้งประเทศ คือ การสร้างชาติให้แกร่ง แบ่งเบาภาระงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ท่านมีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ ที่จะเห็นพสกนิกรทุกรูปนามได้รับการพัฒนาให้อยู่เย็น เป็นสุข โดยทั่วกัน ตามพระปฐมบรมราชโองการ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม นั่นเอง
admin-kaichon - nares at kaichon.com 28/08/2008 - 16:14 - 58.10.87.xx จากนิคมเชียงรายครับขอบคุณคุณนเรสครับที่ให้พวกเราได้สนทนากันครับ มากๆๆๆๆ
นิคม [แก้ไข] ลบ 31/08/2008 - 08:04
|