12684-1PHP infoBoard V.7 Plus
การเริ่มต้นเลี้ยงไก่ชน สำหรับมือใหม่ อย่างละเอียด

การเริ่มต้นเลี้ยงไก่ชนการเริ่มต้นเลี้ยงไก่ สำหรับคนที่ไม่มีความชำนาญ ไม่เคยเลี้ยงไก่มาย่อมจะเป็นเรื่องหนักใจอยู่มิใช่น้อย แต่สำหรับผู้ที่เคยเลี้ยงมาแล้วจะไม่รู้สึกลำบากใจเท่าใดนัก แต่อย่างไรก็ดี ย่อมจะขึ้นกับหลักดังได้กล่าวข้างต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องมีทุนด้วย มิฉะนั้นจะพบกับความลำบากหลายประการ เป็นต้นว่าโรงเรือน เงินสำหรับซื้อไก่ และอาหารไก่ การเริ่มต้นเลี้ยงไก่ เริ่มได้หลายทาง คือ
1. ซื้อไก่มาฟักเอง หรือจ้างเขาฟัก
2. ซื้อลูกไก่คัดเพศแล้ว หรือลูกไก่คละเพศมาเลี้ยง ถ้าต้องการแม่ไก่ 10 ตัว จะต้องซื้อลูกไก่คละเพศมาเลี้ยงเป็นจำนวน 25 ตัว
3. ซื้อไก่รุ่นอายุประมาณ 8-10 อาทิตย์มาเลี้ยง
4. ซื้อแม่ไก่ไข่มาเลี้ยง การซื้อแม่ไก่มาเลี้ยงเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ไม่ค่อยจะชำนาญในการเลี้ยงไก่ เพราะจะพบอุปสรรคน้อย ให้ผลเร็ว จะทำให้เกิดการเอาจริงเอาจังขึ้น
วิธีเลี้ยง
1. แบบเลี้ยงปล่อย เลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเอง เช่น ใต้ถุนบ้าน ลานบ้าน มักนิยมเลี้ยงตามชนบท โดยให้กินเศษอาหาร คุ้ยเขี่ยหากินเอง การเลี้ยงแบบนี้ส่วนมากถือเป็นงานอดิเรกเท่านั้น และมักจะมีอันตรายจากสัตรูและโรค ซึ่งอาจติดต่อโรคได้โดยง่าย
2. เลี้ยงแบบครึ่งปล่อยครึ่งกัก การเลี้ยงแบบนี้ คือเลี้ยง ในลาน แต่มีรั่ว มีเล้าให้อยู่อาศัย ให้ออกกำลังกายได้ การเลี้ยงแบบนี้จะต้องให้อาหารพอดี
3. เลี้ยงแบบขึ้นคอน ไม่มีลาน ไก่อยู่บนพื้นมีคอนให้นอน มีรางอาหาร รางน้ำอยู่ในเล้าเสร็จ อาหารจะต้องหามาให้ โดยให้กินอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง การเลี้ยงแบบนี้ ควรจะให้น้ำมันตับปลาด้วย เพื่อให้ไก่แข็งแรง โตเร็ว
โรงเรือน
โรงเรือนโดยทั่วไป ควรมีลักษณะดังนี้
1. กันลม แดด ฝนได้ดี
2. อากาศ ระบายได้สะดวก เย็นสบาย ไม่อับ มีกันสาดกันฝน
3. ป้องกันศัตรูต่างๆได้ดี
4. รักษาความสะอาดง่าย ไม่เป็นที่น้ำขัง พื้นไม่แฉะ ไม่รกรุงรัง
5. ***งจากที่ชุมนุมชน พอสมควร มีการขนส่งสะดวก อาหารหาง่าย
แบบของโรงเรือน
1. แบบเพิงหมาแหงน เป็นแบบประหยัดและสร้างง่ายที่สุด แต่ถ้าหันหน้าไปทางแนวของมรสุม ฝนจะสาดเข้ามา ควรหันทิศทางให้ดี
2. แบบหน้าจั่ว แบบนี้กันแดดและฝนได้ดี แต่สร้างยากกว่า ค่าวัสดุ และค่าแรงสูงกว่าแบบเพิงหมาแหงน
3. แบบจั่วสองชั้น เปลืองแรงงาน และสร้างยากกว่าแบบหน้าจั่วธรรมดา แต่อากาศถ่ายเทได้ง่าย
4. แบบจั่วกลาย แบบนี้จะดีกว่า เพราะระบายอากาศได้ดีกว่า กันฝนและค่าก่อสร้างถูกกว่า
พื้นคอก

พื้นคอกสำหรับไก่ จะเป็นพื้นดินธรรมดาหรือดินปนทรายก็ได้ ถ้าเป็นธรรมดา ทำความสะอาดยาก มักจะเปียกแฉะ แต่อากาศเย็นสบาย ควรโรยด้วยปูนขาวบ้าง ในอัตรากิโลกรัมละ 4-10 ตารางเมตร เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค สำหรับพื้นคอนกรีต ทำความสะอาดง่าย แต่เปลืองเงินมาก
โรงเรือนสำหรับไก่เล็ก
ควรสร้างให้ดีกว่าโรงเรือนไก่ใหญ่ เพราะลูกไก่ยังมีสุขภาพอ่อนแอ ต้องการความดูแลมาก ต้องการความอบอุ่น ป้องกันศัตรูมาทำร้าย ถ้าพื้นคอกเป็นซีเมนต์จะสะดวกและทำความสะอาดได้ง่าย รักษาความสะอาดให้แห้งอยู่เสมอ ฟากของโรงเรือนนั้นข้างล่างควรจะปิดทึบเพื่อป้องกันศัตรูและให้ความอบอุ่น ส่วนข้างบนควรโปร่งมีลวดตาข่าย หรือหน้าต่างบานเลื่อน ปิด-เปิดกันละอองฝนได้ ลูกไก่ควรเลี้ยงควรเลี้ยงอยู่ในโรงนี้ 1-2 เดือน จึงนำไปยังโรงเลี้ยงไก่รุ่นต่อไป
โรงเรือนเลี้ยงไก่รุ่น
คล้ายกับเลี้ยงไก่เล็ก แต่กว้างกว่า การระบายอากาศมากกว่า พื้นคอกจะเป็นดินหรือคอนกรีตก็ได้ ถ้าเป็นคอนกรีตจะสะดวกกว่า พื้นที่เฉลี่ยสำหรับไก่รุ่นอายุ 2-3 เดือน เฉลี่ยตารางเมตรละ 8-10 ตัว และไก่อายุ 3-5 เดือน ตารางเมตรละ 5-6 ตัว ในโรงไก่รุ่นควรมีภาชนะใส่น้ำและรางอาหารเพิ่มขึ้น ไม่มีเครื่องกก มีคอนให้นอนสูงจากพื้นประมาณ 40-60 เซนติเมตร ไม่ควรให้ถี่จนเกินไป จะทำให้ไก่เสียสุขภาพ
การรักษาคุณภาพอาหารไก่
1. เมื่อผสมอาหารให้ไก่ ไม่ควรผสมมากเกินไป เพราะจะเสื่อมคุณภาพถ้าเก็บไว้นานเกินไป ควรผสมให้กินหมดภายใน 3-5 วัน เมื่อหมดแล้วจึงค่อยผสมใหม่ จะได้อาหารที่มีคุณภาพตามที่เราต้องการอยู่เสมอ
2. อาหารที่ผสมไว้ ควรจะเก็บให้ดี สะอาดเรียบร้อย อย่าให้แดดส่องนานๆ หรือเก็บไว้ใกล้ความร้อน จะทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพ หรือเก็บไว้ในที่อับเกินไป และชื้นแฉะไม่มีอะไรรองรับ อาหารก็จะเสียและเสื่อมคุณภาพได้
3. อาหารที่ซื้อมาจากร้านค้า ควรจะพิถีพิถันสักหน่อย ควรตรวจดูว่าอาหารเก่า ใหม่แค่ไหน ถ้าเห็นว่าเก่าเกินไป หรือกลิ่นผิดปกติ ไม่ควรซื้อไปให้ไก่กิน
ในเรื่องอาหารไก่นี้ควรเอาใจใส่เป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นตามสูตรหรืออาหารเสริม ถ้าให้ไม่ถูกต้องก็จะเป็นผลร้ายขึ้นได้ โดยเฉพาะคุณภาพของอาหาร ควรจะระวังให้หนัก ถ้าอาหารมีคุณภาพไก่กินเข้าไปก็จะเติบโตเร็ว คุ้มค่ากับเงินทองที่เสียไป แต่ถ้าให้อาหารที่มีคุณภาพต่ำ ผลร้ายจะเกิดขึ้นทันที
การฟักไข่
วิธีฟักไข่แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ

1. ฟักด้วยใช้แม่ไก่กก
2. ฟักด้วยเครื่องฟัก โดยการซื้อเครื่องฟักมาฟัก มีทั้งเครื่องฟักที่ใช้ไฟฟ้า และเครื่องฟักที่ใช้ความร้อนจากแสงสว่างของตะเกียง
การฟักไข่ด้วยตนเอง
การฟักไข่ด้วยตนเอง โดยใช้ ตู้ฟัก เป็นประโยชน์สำหรับนักเลี้ยงไก่ เพราะจะได้เกิดความชำนาญในการฟัก ประหยัดเงินที่จะซื้อลูกไก่อื่นมาเลี้ยง ถ้าเราฟักเองก็จะได้ลูกไก่เลี้ยงจากพันธุ์ที่ดีและแน่นอน
วิธีเลือกไข่สำหรับฟัก
เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะลูกไก่จะฟักออกเป็นตัว หรือสุขภาพของลูกไก่จะเป็นอย่างไร ตลอดถึงเปอร์เซนต์การออกเป็นตัวของไก่ ย่อมขึ้นอยู่กับการเลือกไข่ที่จะฟักทั้งสิ้น หลักของการเลือกไข่ฟักมีดังนี้
1. เลือกไข่จากพ่อ-แม่ที่แข็งแรงว่องไว และไม่มีโรค เพื่อลูกที่เกิดมาจะได้แข็งแรงไม่อ่อนแอ เลี้ยงง่าย
2. เลือกไข่จากพ่อ-แม่ไก่ที่ดี จากพันธุ์ ที่ดีเสมอมา
3. ไข่ที่ใช้ฟักควรจะมีรูปร่างปกติ ไม่บิดเบี้ยว ไม่กลม ไม่ยาวจนผิดปกติ เปลือกไข่เรียบไม่ขรุขระ ไม่มีรอยร้าว และไม่แตกง่ายผิดไข่ธรรมดา ไข่ที่สกปรก หรือเปื้อนไม่ควรใช้ฟัก
วิธีรักษาไข่สำหรับฟัก
ไข่สำหรับฟักควรจะรักษาให้ดีมิฉะนั้นเชื้ออาจจะตายและฟักไม่ออก วิธีรักษาไข่ทำดังนี้
1. เก็บไข่ไว้ในที่เย็น ปล่อยให้อากาศผ่านได้สะดวก ที่เก็บต้องไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้าเก็บไว้ในอากาศร้อน เชื้อที่เริ่มเป็นตัวอาจตายเสียก่อนที่จะนำไปฟัก ไข่ที่มีเชื้อนั้น จะเห็นได้ว่าไข่บางฟองที่เราต่อยจนแตกจะเห็นเส้นเลือดอยู่ในไข่นั้น แสดงว่าไข่มีเชื้อแล้ว
2. ภาชนะที่เก็บไข่ ควรจะใช้ลังเป็นรูปกะบะสี่เหลี่ยมตื้นๆ พอวางไข่ตามขวางได้เพียงชั้นเดียว ที่กั้นกะบะเอาแกลบหรือขี้เลื้อยแห้งๆรอง เพื่อกันไม่ให้ไข่แตก
3. พยายามกลับไข่วันละ 2 ครั้ง กลับตอนเช้า - เย็นทุกๆวัน จนกว่าจะถึงกำหนดฟัก การกลับไข่ควรใช้มือกลิ้งให้ไข่กลับ การกลับไข่มีความจำเป็นมาก เพราะถ้าไม่กลับ เชื้อลูกไก่ในไข่อาจจะเกาะติดกับเปลือกไข่และตายก็ได้
4. ก่อนที่จะเก็บไข่เข้าฟัก ควรเลือกไข่เสียก่อน โดยเอาไข่ที่จะไม่ฟักออกเสีย เก็บไว้แต่ไข่ที่เลือกแล้วว่าจะทำการฟัก
ระยะที่ควรจะฟักไข่
ควรฟักไข่ในฤดูหนาวดีกว่าการฟักในฤดูร้อน ไข่ใหม่ฟักออกดีกว่าไข่เก่า ถ้าไข่ยิ่งใหม่เปอร์เซนต์ที่จะออกมาเป็นตัวมีมากขึ้น ไม่ควรเก็บไข่ไว้นานๆ อย่างมากไม่ควรเก็บไว้เกิน 10 วันในฤดูร้อน และไม่ควรเกิน 14 วันในฤดูหนาว ความจริงแล้วไม่ควรให้เกิน 6 วัน ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการพ้นอายุฟัก เวลาเก็บไข่ออกจากรังควรใช้ดินสอดำเขียนวันที่ฟักไว้ด้วย
กำหนดฟักไข่ออกเป็นตัว

ไก่ อย่างเร็ว 19 วัน อย่างช้า 23 วัน ธรรมดา 21 วัน
เป็ด อย่างเร็ว 26 วัน อย่างช้า 32 วัน ธรรมดา 28 วัน
***น อย่างเร็ว 27 วัน อย่างช้า 33 วัน ธรรมดา 30 วัน
ไก่ต๊อก ไก่งวง อย่างเร็ว 26 วัน อย่างช้า 30 วัน ธรรมดา 28 วัน
กำหนดระยะการฟักออกเป็นตัวนี้ ไม่ว่าจะฟักด้วยเครื่องหรือฟักด้วยแม่ไก่ ย่อมจะปรากฏผลเสมอกัน เมื่อถึงกำหนดมันจะออกมา ถ้าตัวไหนแข็งแรงก็จะออกมาก่อน ถ้าตัวที่อ่อนแอก็จะออกทีหลัง จากตัวแรกถึงตัวสุดท้ายอาจจะ***งกัน 24-36 ชั่วโมงก็ได้
ฤดูที่เหมาะสำหรับฟักไข่
ฤดูที่เหมาะที่สุดก็คือต้นฤดูหนาว เริ่มต้นราวเดือน พฤศจิกายนถึงเดือนกุมพาพันธ์ ในระหว่างนี้อากาศเย็น แม่ไก่จะไข่ดกกว่าฤดูอื่น ทำให้ได้ไข่ฟักจำนวนมาก ผู้ที่ฟักเป็นอาชีพหรือต้องการจำนวนมากๆ ควรจะเริ่มฟักในฤดูนี้ เหมาะกว่าฤดูอื่นๆ
ประโยชน์ของการฟักไข่ด้วยแม่ไก่
1. สะดวก ประหยัดเงิน
2. ง่ายเพราะการฟักไข่ โดยวิธีนี้ ปล่อยธุระไว้ให้แม่ไก่แทบทั้งหมด
3. การหัดเลี้ยงใหม่ๆหรือผู้ที่ยังไม่ชำนาญในการฟักไข่ การฟักด้วยแม่ไก่จะให้ลูกไก่มากกว่าฟักด้วยเครื่องฟัก
4. ลูกไก่ที่ฟักด้วยแม่ไก่จะแข็งแรงดี เป็นโรคน้อย และเลี้ยงรอดมากกว่าฟักด้วยเครื่อง
วิธีเลือกแม่ไก่สำหรับฟัก
1. เลือกจากแม่ไก่ที่แสดงว่าอยากจะฟัก คือ กกอยู่ในรัง แม้จะออกข้างนอกก็กลับเข้าไปในรังอีก
2. ถ้าลักษณะอย่างอื่นดีเหมือนกัน ให้เลือกแม่ไก่ที่มีรูปร่างใหญ่ดีกว่าที่มีรูปร่างเล็ก เพราะแม่ไก่ที่รูปร่างใหญ่จะฟักไข่ได้มากกว่า
3. เลือกแม่ไก่ที่มีรูปร่างปกติ สุขภาพสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
4. เลือกแม่ไก่ที่เคยฟักไข่มาแล้วจะดีกว่าแม่ไก่สาว
5. เลือกแม่ไก่ที่เคยฟักไข่ออกดีมาแล้ว และเลี้ยงลูกดี
6. เลือกแม่ไก่ที่มีนิสัย ใจคอดี ขยัน และรักลูกมาก
7. เลือกแม่ไก่ตัวที่เชื่อง เพราะจะมีนิสัยฟักไข่ดีกว่า
รังสำหรับฟักไข่
ควรทำให้ดีและเหมาะสม เพราะแม่ไก่ต้องใช้เวลาฟักถึงประมาณ 21 วัน ซึ่งเป็นเวลานานไม่ใช่น้อย จึงควรทำให้ดีและมิดชิด ถ้า เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสควรมีขนาดกว้างยาวด้านละ 40 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร ทั้งนี้ก็แล้วแต่ขนาดของไก่ด้วย ก้นรังควรมีวัตถุ อ่อนนุ่มรองเพื่อกันไข่แตก จะเป็นฟางหรือหญ้าแห้งก็ได้ เวลาใส่วัตถุรองรับ พยายามทำให้มีรูปร่างคล้ายกับก้นกะทะลาดๆ กะดูพอให้ไข่กลิ้งออกไปรอบๆในขณะที่แม่ไก่ย่างเข้าไปในรัง แต่อย่าให้ถึงกับเทกองเป็นกลุ่ม ขณะที่แม่ไก่ออกไปจากรัง
ที่ตั้งรังไข่
รังไข่ฟัก ควรตั้งไว้ในที่ ๆเย็นสบายให้ลมระบายได้สะดวก และสูงกว่าพื้นดินราวหนึ่งศอก ถ้าตั้งรังไข่สูงแม่ไก่จะขึ้นลงลำบาก และโอกาสที่ไก่จะเหยียบไข่แตกก็มีมากขึ้น
วิธีป้องกันไร
ไก่ที่กำลังฟักไข่นั้น ไรเป็นศัตรูสำคัญอย่างหนึ่ง มันอาจจะรบกวนแม่ไก่ให้เกิดความรำคาญ และอาจจะทิ้งรังไปก็ได้ วิธีกำจัดไรมีดังนี้
1. ก่อนที่จะฟักไข่ประมาณ 7 วัน ควรเอายาฆ่าไรใส่แม่ไก่เสียก่อนทุกวัน ยาที่ถูกและหาง่ายที่สุดได้แก่ ยาฉุนบดให้ละเอียดเหมือนแป้งผัดหน้า วิธีใส่ยาให้จับแม่ไก่ให้นอนหงายแล้วเอายาโรยตามท้อง ใต้ปีกและที่อื่นๆจนทั่ว แล้วถูไปมาให้ยาเข้าใต้ผิวหนัง
2. ในระหว่างที่ฟักหมั่นตรวจดู ถ้ามีไรมากให้ใส่ยาให้แม่ไก่อีก และเผาวัตถุที่รองรังเสีย แล้วทำความสะอาดบริเวณใกล้เคียงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
3. ในระหว่างฟัก จงทำที่เกือกฝุ่นไว้ให้แม่ไก่และในฝุ่นนั้นเอาผงยาสูบโรยลงไปด้วย ก็จะทำให้หายไปหรือเบาลงได้
4. วัตถุที่รองรังนั้น เมื่อลูกไก่ออกแล้วควรเผาเสีย
5. ควรรักษาบริเวณรังให้สะอาดอยู่เสมอ และมีแสงแดดเข้าถึงได้เป็นการฆ่าเชื้อโรค
6. ประมาณ 3-4 วัน ก่อนจะถึงกำหนดลูกไก่ออกจากไข่ จงงดใช้ยาฆ่าไร เพราะยาบางอย่างมีอำนาจพอที่จะฆ่าลูกไก่ให้ตายได้
การปฏิบัติแม่ไก่ขณะที่ฟัก
1. เมื่อเลือกที่ฟักได้แล้ว จงย้ายแม่ไก่ไปใส่รังฟักในเวลากลางคืน แม่ไก่จะได้ไม่ตกใจและยอมอยู่ในรังง่ายๆ ถ้าย้ายกลางวันจะลำบาก แม่ไก่อาจจะตกใจแล้วไม่ยอมนอนรังก็ได้
2. ในคราวหนึ่งๆถ้าเกิดไก่ฟักหลายแม่ การดูแลอาจไม่สะดวก ควรให้ฟักคราวหนึ่งประมาณ 2-3 แม่ก็พอ
3. เตรียมหาน้ำ อาหาร และก้อนกวาด ถ่าน เตรียมไว้และปล่อยให้แม่ไก่ออกหากินอาหาร และเกือกฝุ่น วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น อาหารแม่ไก่ฟักควรให้ข้าวโพด ข้าวเปลือก หรืออาหารจำพวกแป้ง เพื่อจะได้ไปทำความร้อนสำหรับฟักไข่ อาหารป่นไม่ควรให้ เพราะอาจจะทำให้ท้องระบาย และจะทำให้ไข่สกปรก
4. เมื่อครบกำหนด ขณะที่ลูกไก่กำลังจะออกจากไข่ ถ้าเห็นลูกไก่ตัวไหนออกจากไข่แล้วก็ควรเก็บเปลือกทิ้ง เพื่อไม่ให้เกะกะลูกไก่ที่ออกมาทีหลัง
5. เมื่อลูกไก่ออกหมดแล้ว ควรทิ้งไว้ในรัง 24 ชั่วโมง จึงค่อยเอาลงจากรัง
แม่ไก่ 1 ตัวควรให้ไข่สำหรับฟัก 10-12 ฟอง แล้วแต่ขนาดของแม่ไก่และฤดู ในฤดูร้อนจะฟักออกได้น้อยกว่าฤดูหนาว วิธีที่จะทราบว่าไก่ตัวไหนฟักได้กี่ฟอง ให้ลองเอาไข่ใส่ให้มันลองหมอบดู และให้มิดอกเมื่อเวลากก ถ้าไข่ล้นอกให้เอาออกเพราะจะทำให้ไข่เสียได้และพาฟองอื่นให้เสียไปด้วย
สาเหตุที่ทำให้การฟักไม่ได้ผลดี
1. มีไข่ที่ไม่มีเชื้อปนอยู่มาก เรียกว่าไข่ลม
2. เป็นไข่ที่มีเชื้ออ่อนแอ
3. เก็บไข่ไว้ไม่ดี
4. ไข่เก่าเกินควร
5. มีไรรบกวนแม่ไก่
6. แม่ไก่ทิ้งรังบ่อยๆและครั้งละนานๆ การทิ้งรังบ่อยๆทำให้อุณหภูมิในการฟักเปลี่ยนไป จึงฟักไม่ได้ผล
7. การเลี้ยงดูแม่ไก่ไม่ถูกต้อง เช่นปล่อยให้อดอาหาร กินอาหารไม่เพียงพอ ขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร
วิธีส่องไข่ฟัก
ระยะที่ควรจะส่องดูไข่ คือหลังจากวันที่ 7 เมื่อนำไข่ฟัก และวันที่ 17 อีกครั้งหนึ่ง ควรจะส่องแดดหรือส่องไฟดู วิธีส่องไข่นั้น ทำได้โดยง่าย คือเอาไฟไว้ในหีบซึ่งเจาะรูเป็นรูปไข่ ให้แสงลอดออกมา เมื่อเอาไข่ไปยังรู แสงจะสะท้อนเข้าไปในไข่ ทำให้มองเห็นข้างในได้ตลอด หรือมิฉะนั้นใช้กระดาษหรือกระบอกไม้ไผ่ ทำเป็นรูปกล้อง แล้วเอาฟองไข่ปิดปากกล้อง แล้วหันไปทางแสงอาทิตย์ ก้จะเห็นข้างในของไข่เช่นเดียวกันกับส่องไฟ
ไข่ที่มีเชื้อดี มีชีวิต จะเห็นมีเส้นเลือดสีแดงแผ่ไปตามด้านในเปลือกคล้ายกับใยแมงมุม และจะเห็นเชื้อลูกไก่ลอยขึ้นลอยลง ดิ้นไปดิ้นมาได้ถนัด ไข่ที่มีลักษณะนอกจากนี้เป็นไข่เสีย ควรคัดออก
วิธีสังเกตไก่สาวเริ่มไข่
1. หงอน เมื่อไก่สาวตั้งต้นไข่ หรือแม่ไก่เริ่มไข่อีก หงอนจะขยายตัวโตเต่งขึ้นกว่าเก่าเป็นอันมาก มีสีแดงเข้มและอุ่นจัด และหน้าก็จะแดงด้วย หงอนไก่สาวที่ยังไม่เริ่มไข่จะเล็กสีแดงแต่ไม่เข้ม และไม่อุ่นจัด
2. เสียงร้อง ไก่ยังไม่สาวมักจะร้องต๊อกๆๆไม่เป็น เมื่อมันจะไข่มันจึงจะร้องเป็น และเที่ยวหารังไข่
3. รูปร่าง รูปร่างของไก่สาว ตอนท้องกางออกทำให้ดูเป็นรูปสามเหลี่ยม และท้องยานลงหาดิน
4. คลำดูไข่ โดยใช้นิ้วชี้แหย่เข้าไปในช่องทวารหนักของไก่ ถ้าไก่เริ่มไข่นิ้วก็จะกระทบไข่ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปราวครึ่งองคุลี เป็นก้อนแข็งกลมและรู้สึกว่าเป็นรูปไข่
วิธีทำรังไข่
1. รังไข่กล เมื่อไก่เข้าไปแล้วออกไม่ได้มีประโยชน์สำหรับบอกให้รู้ว่าไก่ตัวไหนไข่ ไม่ไข่ เราจะรู้ได้เพราะแม่ไก่ถูกขังอยู่ในรังกลตลอดเวลา
2. รังไข่ธรรมดา มีประโยชน์สำหรับให้ไก่เข้าไปอาศัยอยู่ได้สำหรับไข่ และเมื่อไก่ไข่แล้วก็ออกมาได้เอง
การผสมพันธุ์ไก่
ไก่เมื่อได้อาหารสมบูรณ์และมีสูตรอาหารที่ถูกต้องตามที่ร่างกายต้องการแล้ว มันจะไข่ให้เจ้าของได้อย่างเต็มที่หรือเต็มความสามารถของมัน
หลักการผสมพันธุ์
ตัวผู้เป็นหัวใจของการผสมพันธุ์ ในการผสมพันธุ์หรือการบำรุงพันธุ์ให้ดีขึ้นนั้น ตัวผู้ที่คุมฝูงเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นตัวผู้ใหญ่เป็นพ่อของฝูง ลูกทุกตัวที่เกิดมาในชั่วแรกจะมีเลือดของตัวผู้ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นถ้าตัวผู้มีเลือดดี เลือดของมันก็จะถ่ายให้แก่ลูกฝูงทั่วๆไป ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงควรหาตัวผู้ที่มีเลือดดีมาคุมฝูง ลูกในฝูงก็จะดีตามไปด้วย
ความสำคัญของตัวเมีย คือแม่พันธุ์นั้นย่อมมีความสำคัญในการผสมพันธุ์ให้มีเลือดดีขึ้น เพราะถ้าตัวผู้มีเลือดดี มีลักษณะดี ตัวเมียก็มีเลือดดีตระกูลดี ลูกเกิดมาจะดียิ่งขึ้น ถ้าตัวผู้ดีตัวเมียเลว ลูกที่เกิดมา ก็จะมีคุณสมบัติปานกลาง เนื่องจากความเลวของตัวเมียคอยถ่วงความดีของตัวผู้ไว้
หลักการคัดเลือก
1. ตระกูลหรือเลือด
2. บุคลิคลักษณะ
3. ความสามารถ
ตระกูลหรือเลือด
นี้มีอยู่ 2 สายคือ สายพ่อสายหนึ่ง สายแม่สายหนึ่ง นับถอยหลังไปชั่วหนึง สัตว์ตัวหนึ่งจะมีบรรพบุรุษเป็นสองตัวคือ สายพ่อหนึ่ง สายแม่หนึ่ง
นับถอยหลังไปอีกชั่วที่สองบรรพบุรุษจะเป็น 4 สาย คือสายพ่อสอง สายแม่สอง ถ้านับถอยหลังไปอีกบรรพบุรุษจะทวีขึ้นเป็น 8 ในชั่วที่สาม เป็น 16 ในชั่วที่สี่ เป็น 32 ในชั่วที่ห้า ทวีขึ้นเป็นลำดับ ผลของการทดลอง ในการผสมพันธุ์สัตว์ สัตว์ที่มาจากตระกูลหรือเลือดดี หมายถึงบรรพบุรุษดีจะให้ลูกดีกว่าสัตว์ที่มาจากตระกูลหรือสายเลือดเลว มีบางครั้งที่สัตว์ที่มาจากตระกูลดีอาจจะให้ลูกเลว แต่โอกาสมีน้อยมาก
การที่เราจะรู้ว่าสัตว์มีตระกูลเป็นอย่างไรนั่น ต้องอาศัยการดูประวัติ นักเลี้ยงสัตว์ที่ดี จะต้องทำประวัติสัตว์แต่ละตัวเอาไว้อย่างละเอียด ว่ามีบรรพบุรุษมาจากไหน เป็นต้นว่าไก่ตัวนี้พ่อแม่มีเลือดเป็นอย่างไร จะต้องบันทึกไว้อย่างละเอียด มีเบอร์แต่ละตัวด้วย นี่เรียกว่าประวัติ
บุคลิกลักษณะ
หมายถึงลักษณะประจำตัว ที่แสดงออกของสัตว์ เช่น รูปร่าง ขนาด น้ำหนัก สี อายุ ความสามารถของสัตว์เป็นตัวๆไป สัตว์ที่มาจากตระกูลดี มิใช่จะดีทุกตัวไป ต้องอาศัยบุคลิกลักษณะประจำตัวของมันอีกด้วย
ความสามารถ
ความสามารถเป็นสิ่งสำคัญในการคัดเลือกในการคัดเลือกไก่ทำพันธุ์ เมื่อคัดเลือกจากตระกูลที่ดีและบุคลิกที่ดีแล้ว ความสามารถจะต้องดีด้วย เลือกแม่พันธุ์ก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเราต้องการทราบว่า มันให้ลูกเก่ง ตรงกับความคาดคะเนของเรา หรืออยากรู้ว่ามันให้ลูกดีไหม ต้องสังเกตดูลูกของมันทุกตัว ดูต่อไปเราก็จะทราบได้ว่าแม่ไก่ให้ลูกดีหรือไม่ดี
การเปลี่ยนพ่อฝูง
การเปลี่ยนพ่อฝูงนั้น มีความจำเป็นเหมือนกันเพราะพ่อฝูงบางตัวมีสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่มีสมรรถภาพควรแก่จะคุมฝูงต่อไป ฉะนั้นควรเปลี่ยนทุกๆปี หรือทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการผสมระหว่างพ่อกับลูก ซึ่งอาจจะทำให้ลูกในฝูงต่อไปเกิดอ่อนแอ หรือมีขนาดเล็กลง
พ่อฝูงที่หามาใหม่จะต้องเป็นพันธุ์เดียวกัน แต่ควรจะมีตระกูล บุคลิก ลักษณะ ตลอดจนความสามารถดีกว่าเดิมเสมอพ่อฝูงนั้น
วิธีแก้ไก่จิกไข่
ไก่บางตัวมีนิสัยไม่ดีคือจิกไข่ หรือกินไข่ตัวเอง วิธีป้องกันคือ หาวัตถุดำๆ เช่นเปลือกถั่วเขียวรองรังและทำให้รังมิดชิดหน่อย เมื่อไข่แตกมันจะมองไม่เห็น วัตถุรองรังควรให้หนา เพื่อป้องกันไข่แตก ตามพื้นที่มีไข่ตกอยู่ ควรรีบเก็บอย่าให้ทันไก่มีโอกาสกินได้ ถ้าไก่ได้กินและรู้จักรสเสียแล้ว วิธีแก้ไขคือ หาไข่ปลอมมาวางทิ้งในเล้าหลายๆใบ เมื่อไก่ไปจิกมันจะเจ็บปากและเข็ดไปเอง วิธีนี้เป็นวิธีแก้นิสัยแม่ไก่ที่ชอบกินไข่ของตัวเองได้ดี
เปรียบเทียบความสำคัญของตัวผู้และตัวเมีย พูดถึงความสำคัญในการให้ลูกแล้ว ตัวผู้ให้ลูกได้มากกว่าตัวเมียเพราะตัวผู้สามารถผสมกับตัวเมียได้หลายตัว และลูกทุกๆตัวย่อมมีลูกจากตัวผู้ครึ่งหนึ่ง สัตว์ตัวผู้ทำการสืบพันธุ์ได้เรื่อย ไม่เหมือนตัวเมียซึ่งต้องเสียเวลาในการอุ้มท้อง ลักษณะตัวผู้ย่อมถ่ายไปเร็วกว่าตัวเมีย ดังนั้นตัวผู้จ่าฝูง ย่อมสำคัญกว่าตัวเมียในฝูงมาก
การฟักด้วยเครื่องฟัก
มี 2 วิธีคือ 1. เครื่องฟักแบบน้ำร้อน
2. เครื่องฟักไฟฟ้า
ขนาดเครื่องฟักตามความเหมาะสมและความจำเป็น เครื่องฟักต้องมีส่วนสัมพันธ์ดังนี้
1. ตู้และถาดไข่
2. ความร้อน เช่นตะเกียง ไฟฟ้า
3. เครื่องบังคับความร้อน ปุ่มปรับความร้อนหรือการขยายตัว
4. ช่องระบายอากาสหรือพัดลม
5. ที่ให้ความชื้น ทำเป็นจานโลหะตื้นๆ วางอยู่ใต้ถาด
เครื่องฟักแบบน้ำร้อน
เป็นเครื่องฟักที่อาศัยความร้อนของน้ำเป็นเกณฑ์
สัปดาห์แรก ขนาดความร้อน 102.5 ฟาเรนไฮท์
สัปดาห์ที่สอง " 101 "
สัปดาห์ที่สาม " 100 "
การกลับไข่
กลับไข่วันละ 3-5 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ 2-18 วัน หลังจากนี้แล้วไม่ต้องกลับไข่ เมื่อครบ 10 วัน ลูกไก่จะฟักออกเป็นตัว คือออกจากเปลือกไข่ เมื่อออกจากเปลือกไข่แล้วให้นำไปกกจนครบ 21 วัน ก่อนที่จะนำไข่ฟักอีก ควรจะรมตู้เพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นจึงเปิดช่องระบายออกให้หมด
เครื่องฟักแบบไฟฟ้า
มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ ชนิดมีถาดไข่ชั้นเดียว และชนิดมีถาดไข่หลายชั้น ถ้ามีถาดไข่ชั้นเดียวคงใช้วิธีเดียวกับเครื่องฟักแบบน้ำร้อน การใช้เครื่องฟักแบบไฟฟ้าสะดวกกว่าการใช้เครื่องฟักแบบน้ำร้อน คือไม่ต้องทำความสะอาดขูดเขม่าทุกวัน
เครื่องฟักที่มีถาดหลายชั้น มีพัดลมหรือที่ปรับอากาศหรือเครื่องปรับอุณหภูมิในตู้เครื่องฟัก อุณหภูมิมีดังนี้
ความร้อน 99.5-100 องศาฟาเรนไฮท์ใน 18 วันแรก
ความร้อน 98-99 " ใน 3 วันหลัง
การกลับไข่ ถ้ากลับด้วยมือควรกลับวันละ 3-4 ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 ที่นำไข่เข้าฟัก ถ้ากลับด้วยเครื่องอัตโนมัติ ก็ต้องกำหนดระยะเวลาของการกลับไข่ วันละ 24-48 ครั้ง
วิธีรมยาตู้
ใช้เคมีรมเพื่อทำให้ตู้ฟักสะอาดก่อนที่จะฟักใหม่ เพื่อความปลอดภัยของลูกไก่ที่ออกมาภายหลัง และเพื่อมิให้เปอร์เซนต์จำนวนสูง
อัตราส่วนของสารเคมีต่อปริมาณตู้ หรือ เครื่องฟัก 100 ลูกบาศก์ฟุต
ด่างทับทิม 1.25 กรัม
ฟอร์มาลิน 30-35 ซี.ซี. ถ้าเครื่องฟักมีขนาดเล็ก ควรลดอัตราเคมีลงตามส่วน
วิธีผสม
ตวงฟอร์มาลิน ลงในภาชนะ นำด่างทับทิมใส่ลงในจานเคลือบหรือจานดินเผา เอาจานข้าววางกลางเครื่องฟัก เทฟอร์มาลินลงในด่างทับทิม แล้วปิดฝาหรือเครื่องฟักและช่องอากาศไว้ประมาณ ? - 1 ชั่วโมง จึงค่อยเปิดช่องอากาศตามปกติ นำเครื่องรมนี้ออกมาทำความสะอาดและเก็บไว้ใช้ในคราวต่อไป
ในการรมยาครั้งหลัง เป็นภายหลังที่ลูกไก่ออกจากไข่ฟักใหม่ๆแล้วต้องรมในขณะที่ลูกไก่ยังขนเปียกอยู่ อย่ารมในขณะที่ลูกไก่ขนแห้งแล้ว มิฉะนั้น ลูกไก่จะเป็นอันตรายให้นำลูกไก่ที่ขนแห้งออกเสียก่อนจึงค่อยรม
การเจริญเติบโตของลูกไก่ในเปลือก
เมื่อนำไก่เข้าฟักภายใน 24 ชั่วโมงหรือ 1 วันแรก ลูกไก่จะเริ่มมีชีวิตอยู่ในลักษณะท่าขวางของไข่ เริ่มจะเป็น หัว หาง ตุ่ม ปีก ขา ประสาท หัวใจ ปาก โดยชีพจรจะเริ่มเดินเมื่อชั่วโมงที่ 30-36 เมื่อระยะฟักนานเข้า จะเจริญเติบโตจนหันด้านหัวหรือปากไปทางด้านป้านของไข่
วันที่ 6-7 เริ่มเป็นรูปร่างของลูกไก่ ตุ่ม ปีก ขา และศีรษะจะโตกว่าตัว
วันที่ 8 เริ่มมีขุมขนตามผิวหนัง
วันที่ 9 เป็นรูปร่างของลูกไก่เต็มตัว มีจงอยปากค่อยแหลมขึ้นและแข็งแรงพอที่จะใช้เจาะเปลือกเวลาออก
วันที่ 10-14 เริ่มมีขนชัดขึ้น มีเล็บเท้าและเกล็ดแข้งแข็งขึ้น
วันที่ 15-16 ไข่แดงเริ่มใช้มากขึ้นในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของลูกไก่ ให้มีจงอยปาก เล็บ เกล็ด แข้งสมบูรณ์ ในระยะนี้ ไข่ขาวถูกใช้เกือบหมด
วันที่ 17 น้ำหล่อเลี้ยงถุงหุ้มลูกไก่เริ่มจะหมดไป
วันที่ 18-19 ถุงไข่แดงเริ่มเข้าช่วงท้อง ปากลูกไก่จะหันไปทางช่องอากาศ จะเริ่มเจาะช่องอากาศนี้โดยสัญชาตญาณ ระยะนี้ปอดทำงานได้เต็มที่ และจะเจาะเปลือกไข่เรื่อยไป
วันที่ 20 เมื่อปอดเริ่มทำงาน ระบบการหายใจของอวัยวะพิเศษในตัวลูกไก่ก็หมดไป
วันที่ 21 ลูกไก่จะออกเปลือกหมด ศีรษะของไก่จะอยู่ด้านทางป้านของไข่ใต้ปีกขวา ขาจะตั้งชันขึ้นเมื่อใช้ปากจิกเปลือกจนเกือบรอบเปลือกไข่แล้ว มันจะดันศีรษะออกมาก่อนและเมื่อออกพ้นเปลือกแล้วยังจะนอนอ่อนเพลียอยู่สักพักหนึ่ง จนกว่าขนของมันจะแห้งจึงขยับลุกขึ้น และเดินเหินได้เล็กน้อย



Admin : admin2706 admin2706   [แก้ไข]
24/06/2010 - 16:17

 

อาหารที่ดีของไก่ อาหารที่ดีต้องประกอบด้วย
- เป็นอาหารที่สมบูรณ์ด้วยวัตถุธาตุ ซึ่งร่างกายต้องการ
- ราคาถูกพอสมควร
- ไม่บูดเน่า ขึ้นรา
- หาได้ง่ายในท้องถิ่นนั้น
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือคน ร่างกายนั้นก็ต้องมีความต้องการอาหาร จึงจะเจริญเติบโต แข็งแรง อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของไก่ เมื่อไก่กินเข้าไปแล้วสามารถทำให้เสริมสร้างส่วนต่างๆ ให้แข็งแรง เติบโต และไข่ดกก็คือโปรตีน โปรตีนในอาหารไก่ถือตามอายุเป็นเกณฑ์ คือ
1. ลูกไก่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 อาทิตย์ ควรมีอาหารจำพวกโปรตีน 20-25 %
2. ลูกไก่รุ่นอายุตั้งแต่ 2-4 เดือน ควรมีอาหารจำพวกโปรตีน 16-17 %
3. ไก่ไข่อายุรุ่นสาวขึ้นไป ควรมีโปรตีน 15 %
4. ไก่ที่เลือกไว้เป็นพ่อ - แม่พันธุ์ อายุที่ควรผสมพันธุ์ ควรมีโปรตีน 16 % และควรมีโปรตีนจากอาหารประเภทเนื้อสูงกว่าโปรตีนที่ได้จากอาหารพืช และเพิ่มไวตามินให้อีก
การให้ไก่กินอาหาร จะต้องมีส่วนสัดตามความต้องการของร่างกาย ไม่ควรให้แร่ธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เพราะถ้าให้มากเกินไปจะไม่เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย และอาจจะให้โทษแก่ร่างกายเสียอีก
วิธีให้อาหารหยาบ
วิธีให้อาหารหยาบมีอยู่ 2 วิธีคือ

1. โปรยลงบนหญ้าฟาง เพื่อให้คุ้ยเขี่ยกินเอง เป็นวิธีที่ทำให้ไก่ได้ออกกำลัง ซึ่งจะทำให้ไก่แข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และเป็นการบังคับไม่ให้อ้วนจนเกินไป เพราะไก่ได้ออกกำลังอยู่เสมอ ตามปกติควรโปรยให้กินวันละ 2 หน เช้า-เย็นก็พอ มื้อเช้าควรให้ราวครึ่งหนึ่งของมื้อเย็น และอาหารหยาบที่ให้ในวันหนึ่งควรให้เท่ากับอาหารป่น การให้อาหารหยาบตามวิธีนี้ใช้กับไก่ทุกชนิด นอกจากไก่รุ่นซึ่งอาจจะเลือกใช้วิธีที่สองได้
2. ใส่รางกลตั้งไว้ให้กินเอง วิธีนี้มีประโยชน์ที่ตัดความลำบากและลดค่าแรงงานให้น้อยลง แต่ถ้ารางไม่ดีทำให้เปลือง เนื่องจากอาหารสำหรับไก่ที่กำลังเติบโตและมีที่กว้างขวาง รางกลใส่อาหารหยาบควรตั้งไว้ในที่ร่มรื่น

วิธีให้อาหารป่นแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ

1. ใส่อาหารป่นแห้งไว้ในรางธรรมดา หรือในรางกล ให้ไก่กินอาหารเองตามชอบ วิธีนี้ใช้กันอยู่ทั่วไปเพราะสะดวกไม่ต้องเสียเวลา ไก่อยากกินเมื่อใดก็กินได้ แต่ถ้าทำรางไม่ดี ในเวลาที่ไก่จิกกินก็จะหกทิ้งหมด จึงควรทำรางให้ดี
2. ให้อาหารป่นเปียกกินในรางธรรมดา อาหารป่นเปียกไก่จะกินได้มากกว่าอาหารป่นแห้ง จึงทำให้โตเร็ว เหมาะแก่การขุนให้ไก่อ้วน เร่งให้ลูกไก่โตเร็ว เร่งให้แม่ไก่ไข่มาก
ถ้าเลี้ยงไก่จำนวนน้อยควรให้อาหารโดยวิธีนี้ แต่ระวังอย่าให้อาหารบูดหรือขึ้นรา จะทำให้เกิดท้องเสียได้

วิธีให้อาหารที่ใช้กันมากที่สุด

ได้แก่ วิธีให้อาหารหยาบบนหญ้าแห้ง เพื่อให้ไก่ได้คุ้ยเขี่ยหากินทุกเช้า เย็น และอาหารป่นแห้งใส่รางธรรมดาหรือรางกล ตั้งไว้ให้กินตลอดเวลา การให้กินแบบนี้ ใช้ได้ดีสำหรับไก่รุ่นทุกชนิด ตั้งแต่ลูกไก่รุ่นจนถึงไก่ที่จะทำพันธุ์ ผู้เลี้ยงไก่จำนวนมากใช้วิธีนี้ทั้งสิ้น

ข้อควรจำในเรื่องอาหาร

1. จงให้อาหาร ให้ตรงกับความประสงค์ เช่น ต้องการให้ไก่ไข่ดก ก็ให้อาหารสำหรับไปทำไข่ ถ้าต้องการให้ลูกไก่เติบโต ก็ให้อาหาร สำหรับทำความเจริญเติบโต ถ้าต้องการให้ไก่อ้วน ก็ต้องให้อาหารสำหรับทำให้ไก่อ้วนเป็นต้น การให้อาหารให้ถูกจุดหรือให้ตรงกับเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะผลมันจะออกมาตามความต้องการของเรา
2. อย่าเสียดายอาหาร ในการเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ยิ่งได้กินอาหารมากเท่าใดก็ยิ่งดีมากเท่านั้น เพราะอาหารที่กินเข้าไปนั้น จะมีเหลือสำหรับทำไข่หรือทำเนื้อมากตามส่วน การเลี้ยงสัตว์ จะถือเป็นการสิ้นเปลืองด้วยการกินของสัตว์นั้นจะนำมาถือเป็นหลักไม่ได้ เพราะอาหารที่มันกินเข้าไปจะช่วยสร้างร่างกายให้เติบโต ฉะนั้นจึงควรให้ไก่กินให้อิ่มอย่าให้อดๆ อยากๆ ผลที่ได้รับจะไม่คุ้มค่าที่เราลงทุนไป
3. จงประหยัดอาหาร การประหยัดอาหารนั้นไม่ได้หมายความว่า ให้ไก่กินแบบอดๆ อยากๆ กินไม่อิ่ม แต่หมายความว่าให้กินให้อิ่มอย่าให้มีเหลือทิ้ง หรือหกเรี่ยราด เพราะการที่หกเรี่ยราดนั้น เท่ากับว่าเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แทนที่จะได้เก็บไว้กินมื้อต่อไป กลับต้องเสียไปโดยไม่ได้อะไรเลย จึงเรียกว่าไม่รู้จักประหยัด
4. จงให้กินให้อิ่มให้ทั่วถึงกัน เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่ง ในการให้อาหารสัตว์ เพราะฉะนั้นในการให้อาหารควรมั่นเอาใจใส่ดูแล อย่างใกล้ชิด คอยดูว่าตัวใหนไม่ได้กินบ้างหรือกินไม่อิ่ม ทั้งนี้เพราะบางตัวถูกตัวอื่นรังแกจนกินไม่ได้ เนื่องจากเล็กกว่าตัวอื่นย่อมเสียเปรียบและแย่งกินไม่ทันเขา ดังนั้นควรจะสังเกตดูว่า ตัวใหนมีนิสัยไม่ดี ชอบรังแกตัวอื่นหรือมีขนาดโตกว่าตวอื่นก็ควรแยกเสีย จัดให้กินต่างหาก การคอยดูแลอยู่เสมอนั้น จะทำให้ไก่ได้กินอาหารอย่างทั่วถึง เป็นต้นว่า ตอนเย็นไก่เข้านอนแล้ว ใช้มือคลำดูที่กระเพาะ ไก่ตัวใดมีอาหารเต็มแสดงว่าไก่ตัวนั้นอิ่ม แต่ถ้ากระเพาะแห้งแสดงว่าไก่ตัวนั้นกินอาหารไม่อิ่ม
5. ให้กินอาหารตรงเวลาสม่ำเสมอ การให้อาหารสม่ำเสมอนั้น จะทำให้ไก่มีสุขภาพดีขึ้นไก่จะเจริญเติบโตเร็ว ไก่เมื่อถึงเวลากินอาหารมันจะรู้ด้วยสัญชาติญาณของมัน บางครั้งมันจะร้องเสียงดังและถี่ขึ้น ดังนั้นเราควรจะรีบให้อาหารทันที อย่าให้คลาดเวลาเป็นอันขาด
6. ควรเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด การเอาใจใส่ในการเลี้ยงไก่ มีค่าเท่ากับการให้อาหารเหมือนกัน อาหารทำให้ไก่เจริญเติบโต ร่างกายแข็งแรง ความเอาใจใส่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเอาใจใส่ดูแลให้ดี ก็จะทำให้ ไก่เจริญเติบโตเร็ว แข็งแรงปราศจากเชื้อโรคมาเบียดเบียน
7. การให้อาหารจะถือตามหลักตำราเถรตรงไม่ได้ การให้อาหารจะยึดถือ ตามทฤษฎี เป็นหลักเสมอไปไม่ได้ เพราะอาหารบางชนิด ร่างกายของสัตว์มีอยู่แล้ว ถ้าเราให้กินตามหลักวิชา จะทำให้สัตว์มีอาหารมากเกินความต้องการ เพราะฉนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลง บางสิ่งบางอย่างตามความเหมาะสม ทั้งนี้ต้องคอยสังเกตและแก้ไขอยู่เสมอ ฉะนั้นหลักทฤษฎีและการปฏิบัติ จึงไม่ตรงกันเลยทีเดียว การปฏิบัติย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม ตำราจึงถือเป็นคู่มือที่เราจะยึดถือเป็นหลักเท่านั้น ส่วนการจะให้ผลอย่างแท้จริงและถูกต้องนั้น จะต้องอาศัยการปฏิบัติเป็นหลักสำคัญ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงสัตว์ที่จะได้ผลดี ย่อมขึ้นกับการปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ ส่วนทฤษฏีเป็นแนวทางเท่านั้น

อาหารดังกล่าวจัดเป็นพวกๆดังนี้

1. น้ำ เป็นอาหารจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต น้ำช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการดูดซึม เป็นตัวนำอาหารไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย และช่วยในการรักษาระดับความร้อนในร่างกาย แม้แต่การผลิตไข่น้ำก็ช่วย เพราะไข่ไก่มีน้ำอยู่ประมาณ 85 % ในไข่แดงมีน้ำประมาณ 49 % จึงเห็นได้ว่าน้ำจะขาดเสียไม่ได้สำหรับสิ่งมีชีวิต
2. แร่ธาตุ ในร่างกายประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ เป็นต้นว่า แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียมคลอไรด์ แมงกานิส ไอโอดีน แมกนีเซียม สังกะสี โบรอน ทองแดง และเหล็ก แต่มีธาตุสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ
- แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำหรับเสริมสร้างกระดูก สร้างไข่ ถ้าไก่ขาดแร่ชนิดนี้มักจะเป็นโรคกระดูกอ่อน ไข่เปลือกอ่อน อ่อนแอไม่สมบูรณ์ แร่ชนิดนี้ได้มาจากเปลือกหอย หินปูน ควรมีเปลือกหอยทิ้งเอาไว้ให้ไก่จิกกินหรือจะเพิ่มในสูตรอาหารก็ได้
- ฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ธาตุนี้ทำงานร่วมกับธาตุหินปูนและเปลือกหอย ควรให้มีในอาหารไก่สัก 1 %
- เกลือ ควรใส่ในถาดอาหารไก่สัก 1 %
3. โปรตีน ได้จากปลาป่น เนื้อป่น กากถั่ว กากมะพร้าว ในผักต่างๆ ใบกระถิน เม็ดทานตะวัน หางนมผง อาหารโปรตีนทำให้ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรง สร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ควรมีโปรตีน 15 % ในสูตรอาหาร
4. คาร์โบไฮเดรท เป็นอาหารที่สร้างพลังงาน และความร้อน ทำให้ไก่อ้วน มีมากในอาหารจำพวกรำ ปลายข้าว ข้าวโพด
5. ไขมัน ทำให้เกิดพลังงานและความร้อน มีในเมล็ดพืชต่างๆ และน้ำมันจากพืชและสัตว์
6. ไวตามิน เป็นอาหารจำพวกสร้างความเจริญเติบโต แข็งแรง ในอาหารไก่ควรมีไวตามินจำพวก เอ.ดี. มากเป็นพิเศษ มากกว่าไวตามินชนิดอื่นๆ
- ไวตามินเอ มีอยู่ในพืชและหญ้าสด น้ำมันตับปลา ใบกระถิน ข้าวโพดสีเหลือง ช่วยในการผลิตไข่ สร้างความต้านทานเชื้อโรค ในจำนวนไก่ 100 ตัว ต้องการไวตามินประจำวันจากข้าวโพดสีเหลือง 12.7 กิโลกรัม หรือจากผักสดประมาณ 1 กิโลกรัม
- ไวตามินดี ไวตามินชนิดนี้ได้รับจากแสงแดดโดยตรง ไก่ต้องการไวตามินดี เพื่อช่วยในการย่อยแคลเซียม และฟอสฟอรัสในอาหาร ถ้าขาดไวตามินดีเปลือกไข่จะบอบบางและไข่หลายใบจะฟักไม่เป็นตัว
- ไวตามินจี หรือ โรโบฟลาวิน ได้จากตับ นมผง หางนมผง ไบอัลฟัลฟ่าป่า ใบกระถิน ปลาป่น เศษเนื้อ และเมล็ดพืชบางจำพวก ช่วยในการฟักไข่ ถ้าไก่ขาดไวตามินชนิดนี้ จะฟักไม่ได้ผล

วิธีให้อาหาร

การให้อาหารไก่มีหลายวิธีด้วยกัน ให้เลือกเอาตามความเหมาะสม ภาชนะที่ใส่อาหารไก่ ควรทำเป็นรางยาวให้ไก่กินได้ทั้งสองข้าง มีที่ป้องกันไม่ให้ไก่เข้าไปคุ้ยเขี่ยได้ การให้อาหารไก่ให้ 2 เวลา คือ เช้าและเย็น หรือจะให้มากกว่านี้ก็ได้เพราะไก่ชอบกินจุกจิก วิธีให้อาหาร
1. อาหารหยาบล้วนๆ คือให้ข้าวเปลือก ข้าวโพดบดหยาบอย่างเดียว
2. อาหารป่น+อาหารหยาบ ให้ข้าวเปลือก ข้าวโพดบดหยาบตอนเช้าและเย็น และมีอาหารป่นตลอดวัน อาหารป่นคืออาหารชนิดผสมเข้าด้วยกัน
3. อาหารป่นล้วนๆ ให้กินแบบอาหารป่นแห้ง หรือ ป่นเปียก คลุกน้ำหรืออาหารเหลวๆ ที่มีคุณค่าทางอาหาร

การเลี้ยงลูกไก่

1. เครื่องกก คือเครื่องทำให้เกิดความร้อนเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ลูกไก่เหมือนกกด้วยแม่ เครื่องกกนี้จะใช้ไฟหรือใช้ตะเกียกก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม ความร้อนที่ลูกไก่ต้องการ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 อาทิตย์ ระหว่าง 90-95 องศาฟาเรนไฮท์ และค่อยๆลดลงอาทิตย์ละ 4 องศา จนถึง 80-85 องศาฟาเรนไฮท์ ถ้าอากาสหนาวควรจะกกต่อไปสัก 1-2 อาทิตย์
2. อาหาร เมื่อไก่แรกเกิดไม่ควรจะให้อาหารทันที เพราะมันมีอาหารสำรองอยู่แล้ว สัก 2-3 วันจึงค่อยให้อาหารละเอียด ใส่ภาชนะตั้งให้กินตลอดเวลา แต่ให้ครั้งละน้อยๆให้บ่อยๆ ถ้าให้มากลูกไก่จะกินมากจนเกินน้ำย่อยทำงาน จะเป็นอันตรายแก่ลูกไก่ได้
3. น้ำสะอาด ตั้งให้กิน

การเลี้ยงลูกไก่ทั่วๆไป
การเลี้ยงดูอาทิตย์แรก

1. เมื่อลูกไก่ขนแห้ง เอาออกจากเครื่องกกหรือแม่ไก่ ตั้งน้ำและกวาด ทรายให้กิน วันรุ่งขึ้นตั้งอาหารให้กิน
2. ใช้นมสดผสมให้กินครึ่งต่อครึ่ง ถ้ามีนมสด
3. ทำรางอาหารยาวรางละประมาณ 1 ฟุต วางไว้***งๆ เพื่อให้ลูกไก่กระจายกิน ไม่ต้องแย่งกัน
4. ควรจัดที่ลูกไก่ให้เพียงพอ อย่าให้คับแคบจนเกินไป
5. ทำการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคนิวคลาสเซิล และตรวจโรคอุจจาระขาว โดยการทำของสัตวแพทย์

การเลี้ยงดูอาทิตย์ที่ 2

การเลี้ยงดูในระยะนี้ ก็ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะไก่ยังไม่แข็งแรง มันจะตายในระยะนี้เสมอ การเลี้ยงดูก็ให้อาหารที่จะสร้างกำลังให้แก่ลูกไก่ คือ
1. การให้กินอาหารป่นตลอดเวลา ให้กินผักสดวันละ 1-2 ครั้ง
2. ตอนเย็นควรให้อาหารหยาบบ้าง
3. เครื่องกกควรลดความอุ่นลง ในระยะนี้ควรจะแยกลูกไก่ เพื่อไม่ให้แออัดจนเกินไป
4. หมั่นทำความสะอาดพื้นกรงขัง ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อฉีดหรือพ่น และเปลี่ยนที่รองพื้นบ่อยๆ พื้นสกปรกจะทำให้เกิดเชื้อโรคได้
5. ให้ลูกไก่ได้รับแสงแดดเช้าๆอยู่เสมอ การได้รับแสงแดดอ่อนๆจะทำให้ลูกไก่กระปรี้กระเปร่าขึ้น

การเลี้ยงดูอาทิตย์ที่ 3-6

ระยะนี้ลูกไก่จะแข็งแรงขึ้น พอจะดูได้ว่าตัวไหนแข็งแรงและไม่แข็งแรง ตัวที่ไม่แข็งแรงควรแยกออกหรือทำลายเสีย การเลี้ยงดูคือ
1. อาทิตย์ที่ 3 ลดความอุ่นลง พออาทิตย์ที่ 5 ไม่ต้องให้เลย
2. ให้กินอาหารป่นอยู่ตลอดเวลา
3. ให้กินเปลือกหอย โดยจัดไว้ต่างหาก
4. จะเพิ่มอาหารหยาบขึ้นกว่าเดิมก็ได้ เพราะลูกไก่แข็งแรงพอแล้ว
5. ควรขลิบจงอยปากออกเล็กน้อย กันจิกกันเอง จะทำให้เกิดบาดแผลรักษาหายยาก
6. เมื่อเห็นว่าตัวไหนถูกจิกควรแยกออก เพราะมันจะถูกจิกซ้ำ กลายเป็นแผลรักษายาก

การเลี้ยงดูอาทิตย์ที่ 7-16

ในระยะนี้เป็นระยะไก่รุ่น ไก่แข็งแรงดีแล้ว การเลี้ยงดู
1. แยกลูกไก่ตัวผู้และตัวเมียออกจากกัน
2. ให้น้ำและอาหารกินพอเพียง
3. มีที่บังแดดและลม เพราะไก่ถูกลมโกรกจะเป็นหวัดได้ง่าย
4. รักษาโรงเรือนให้สะอาดอยู่เสมอ

การเลี้ยงไก่รุ่น

1. ลักษณะที่ควรคัดออก
- ขนดกยุ่งและด้าน ขนงอกช้า โตช้า
- หน้าซีด ขาวเผือด อมโรค ตาขุ่นและลึก
- หงอนและเหนียงเล็ก หด สีแดงช้ำๆเป็นขุย
- อ่อนแอโตช้า
- รูปร่างไม่ได้ส่วน ลำตัวโพลก
- หน้าแข้งและปากสีขาวซีด
- อ่อนแอ หัวยาวแหลมคล้ายหัวงู หรือหัวกา กระดูกหน้าอกคด

2. ลักษณะที่ควรเก็บไว้

- ขนดกลื่นเป็นมัน ขนงอกเร็วและโตเร็ว
- หน้าตาสดใส ตาโต ตาไม่เด่นนูน ไม่จมลึก
- หงอนและเหนียงโตงามสีแดงสดเงาเป็นมัน
- แข็งแรง ว่องไว สมบูรณ์ เคลื่อนไหวเป็นปกติ
- ลำตัวลึกและตัน รูปร่างสมส่วนใหญ่เนื้อหนังดี
- หนังแข็ง ปากสีเหลืองเข้ม
- แข็งแรง ลักษณะตรงตามพันธุ์ หัวสวยสง่า
- กระดูกหน้าอกตรง

การเลี้ยงไก่รุ่น

ไม่ควรจะให้อยู่แออัด นอกจากเป็นการเสียสุขภาพแล้ว ยังแย่งอาหารกันกินด้วย เนื้อที่สำหรับไก่รุ่นไม่ควรเกิน 5 ตัว ต่อ 1 ตารางเมตร เมื่อจะนำไก่ขึ้นขังกรง ควรจะถ่ายพยาธิเสียก่อน การไม่มีพยาธิในตัวของมัน จะทำให้เจริญเติบโตเร็วและไข่ดก
อาหาร ควรเป็นอาหารที่มีส่วนสัดครบถ้วน ให้ผักสดกินตลอดเวลา ให้อาหารโปรตีน ไขมัน และวิตามินอย่างครบถ้วน



Admin : admin2706 admin2706   [แก้ไข]
24/06/2010 - 16:20

12684-1 No. 1

ขอบคุณพี่นเรศที่แบ่งปันความรู้ดีๆครับ


User : หนุ่มเมืองยศ หนุ่มเมืองยศ   [แก้ไข]
24/06/2010 - 18:54

12684-1 No. 2

ไม่ว่าจะมือใหม่ มือเก๋า ก็มีประโยชน์เหมือนกันครับ

อยากให้สมาชิกทุกท่าน เอื้อเฟื้อข้อมูลอย่างพี่นเรศบ้างจังเลย คงจะดีไม่น้อย

นับถือ ๆ

หนุ่ม  มุกดา...




User : NoomMukDaHarn NoomMukDaHarn   [แก้ไข]
24/06/2010 - 19:26

12684-1 No. 3

เห็นด้วยกับพี่หนุ่มครับ


User : ศิวัดตราไก่ชน ศิวัดตราไก่ชน   [แก้ไข]
24/06/2010 - 20:04

12684-1 No. 4

มีประโยชน์มากๆครับ ขอขอบคุณคุณนเรศมากๆครับ


User : ซุ้มตระกูลลี ซุ้มตระกูลลี   [แก้ไข]
24/06/2010 - 23:00

12684-1 No. 5

สวัสดีครับเพื่อนๆ มิตรภาพที่ดีทุกท่าน กระทู้แบบนี้ความสนใจของคนอ่านน้อยสักนิดความ ที่จริงมือใหม่มือเก่าก็ควรอ่านเอาไว้เพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายไปของตัวเอง การเลี้ยงไก่ที่จริงก็มีขั้นตอนแบบนี้จริงๆ หากเราศึกษาแล้วทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่หากเราไม่ศึกษาปัญหาก็จะเกิดขึ้นในภายหลัง คราวนี้ละครับแก้ได้ลำบาก ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ตั้งของโรงเรือนต้องอยู่ในทำเลที่น้ำท่วมไม่ถึง มีร่มเงาบังแดดบ่ายได้ดี แต่หากเราทำในที่ลุ่มช่วงหน้าแล้งปัญหาไม่มีแต่ย่างเข้าหน้าฝน น้ำท่วมพื้นแฉะ อะไรทำนองนี้ละครับ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม...ลองอ่านดูนะครับ

ปล.สำหรับผมก็เอาความรู้ที่นเรศหามานี่ละครับ ทำผลงานทางวิชาการ (ครูชำนาญการพิเศษ) โดยเอาประสบการณ์ที่ตัวเองมีรวมกับเนื้อหาที่ค้นคว้าได้ ดีครับเท่าที่ผมศึกษาจากตำราหลายๆ เล่มเนื้อหาตรงนี้สุดยอดครับ ขอบคุณคุณนเรศสำหรับข้อมูลอีกครั้ง...




User : อาจารย์มงคล อาจารย์มงคล   [แก้ไข]
25/06/2010 - 07:51

12684-1 No. 6

ดีมากๆ ครับ  ............มิตรภาพไร้พรมแดน.............




User : ครูเต้ ครูเต้   [แก้ไข]
25/06/2010 - 13:21

12684-1 No. 7


หน้า : 1